หลัก กฎหมายและระบบบริหารการศึกษาไทยในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

โพสต์9 พ.ย. 2560 19:47โดยNitikorn phayao2   [ อัปเดต 9 พ.ย. 2560 19:59 ]

หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
         การแบ่งยุคของการศึกษาไทย
          การจัดการศึกษาของไทยมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยโบราณเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ด้วยความเชื่อที่ว่าการศึกษาช่วยกำหนดทิศทางของชาติ เพื่อพัฒนาคนไทยให้มีความพร้อมที่จะเป็นกำลังสำคัญสำหรับการพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า  การศึกษาไทยแบ่งออกเป็น 3 ยุค ดังนี้ (การศึกษาในสังคมไทย,  2554 :  ออนไลน์)

           1. การศึกษาไทยสมัยโบราณ (พ.ศ.1780 - 2411)
               1.1 การศึกษาไทยสมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ.1781 - 1921)
               1.2 การศึกษาไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.1893 - 2310)
               1.3 การศึกษาไทยสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (พ.ศ.2311 – 2411)
           2. การศึกษาไทยสมัยปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ.2412 - พ.ศ.2474)
           3. การศึกษาไทยสมัยการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญถึงปัจจุบัน (พ.ศ.2475 - 2554)
           การศึกษาในรูปแบบโรงเรียนของไทยนั้น เพิ่งจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ เป็นต้นมา  การศึกษาของก่อนหน้านั้นจะเป็นอย่างไรหลักฐานที่แน่นอนถูกต้องตามความในเรื่องนี้มีอยู่ไม่มากนัก และที่มีอยู่ก็เป็นแค่การสันนิษฐานเอาเอง โดยอาศัยหลักฐานแวดล้อมจากพงศาวดารหลายฉบับ แต่ก็พอจะทราบว่าการจัดการศึกษาของไทยมีวิวัฒนาการมาโดยตลอด  อาจจะเป็นเพราะมีปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศทำให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลง กล่าวคือปัจจัยภายในเกิดจากความต้องการพัฒนาสังคมให้มีความเจริญและทันสมัย ส่วนปัจจัยภายนอกเกิดจากกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง  ตลอดจนการติดต่อสื่อสารกันทำให้ไทยต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับนานาประเทศ  การจัดการศึกษาของไทยมีวิวัฒนาการเรื่อยมา ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยเสริมความเจริญก้าวหน้าทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจและการเมืองของชาติ

 หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยโบราณ (พ.ศ.1780 - พ.ศ.2411)    

       การศึกษาไทยสมัยโบราณนี้นับตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีถึงรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น การศึกษาสมัยนี้เป็นการศึกษาแบบสืบทอดวัฒนธรรมประเพณีที่มีมาแต่เดิม จำเป็นที่คนไทยในสมัยนั้นต้องขวนขวายหาความรู้จากผู้รู้ในชุมชนต่างๆ ซึ่งการศึกษาในสมัยนี้มีบ้านและวัดเป็นศูนย์กลางของการศึกษา บ้านเป็นสถานที่อบรมกล่อมเกลาจิตใจของสมาชิกภายในบ้าน โดยมีพ่อและแม่ทำหน้าที่ในการถ่ายทอดอาชีพและอบรมลูกๆ วังเป็นสถานที่รวมเอานักปราชญ์สาขาต่างๆ มาเป็นขุนนางรับใช้เบื้องพระยุคลบาท โดยเฉพาะงานช่างศิลปหัตถกรรมเพื่อสร้างพระราชวังและประกอบพระราชพิธีต่าง ๆ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ถ่ายทอดความรู้จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ส่วนวัดเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา พระจะทำหน้าที่ในการอบรมสั่งสอนธรรมะแก่พุทธศาสนิกชน โดยเฉพาะผู้ชายไทยมีโอกาสได้ศึกษาธรรมะและบวชเรียน ในสังคมไทยจึงนิยมให้ผู้ชายบวชเรียนก่อนแต่งงานทำให้มีคุณธรรมและจิตใจมั่นคงสามารถครองเรือนได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ผู้ที่มาบวชเรียนนอกจากมาแสวงหาความรู้เรื่องธรรมะในวัดแล้ว ยังสามารถแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดความรู้ในด้านศิลปะวิทยาการต่าง ๆ ที่เคยได้อบรมจากครอบครัวมา จะเห็นได้ว่าสถาบันทั้งสามนี้ล้วนแต่มีบทบาทในการศึกษาอบรมสำหรับคนไทยในสมัยนั้น  นอกจากนี้ในชุมชนต่าง ๆ ก็มีภูมิปัญญามากมายซึ่งมีปราชญ์แต่ละสาขาวิชา เช่น ด้านการก่อสร้าง หัตถกรรม ศิลปกรรม ประติมากรรม และแพทย์แผนโบราณ เป็นต้น ส่วนพระมหากษัตริย์ในสมัยนี้มีพระราชกรณียกิจอันเป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาและมีอิทธิพลต่อมาคือพ่อขุนรามคำแหงมหาราชและพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระเจ้าลิไท) พ่อขุนรามคำแหง ได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นครั้งแรกโดยทรงดัดแปลงมาจากตัวหนังสือขอมและมอญ อันเป็นรากฐานด้านอักษรศาสตร์จนนำมาสู่การพัฒนาปรับปรุงเป็นอักษรไทยในปัจจุบัน ศิลาจารึกหลักที่ 1 จึงเป็นศิลาจารึกที่จารึกเป็นอักษรไทยให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติ
        ความเป็นมาของสุโขทัยในด้านประวัติศาสตร์ส่วนการบำรุงพุทธศาสนาในรัชกาลพระมหาธรรมราชาที่ 1 (พระเจ้าลิไท) ทำให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่าพระองค์ทรงสละราชย์สมบัติออกบวชเป็นพระภิกษุชั่วระยะหนึ่ง นับเป็นแบบอย่างของการบวชเรียนในสมัยต่อมา การที่พระองค์ทรงจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์โดยกำหนดให้การปกครองสงฆ์ออกเป็นสองคณะ คือคณะอรัญวาสีและคณะคามวาสี และการที่พระองค์ทรงพระนิพนธ์หนังสือไตรภูมิพระร่วง ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่มุ่งเน้นการสอนศีลธรรมให้ราษฎรประพฤติแต่สิ่งที่ดีงามละเว้นความชั่ว ผู้ประพฤติดีจะได้ขึ้นสวรรค์ผู้ประพฤติชั่วจะต้องตกนรก ซึ่งพระองค์ทรงบรรยายไว้อันน่าสะพรึงกลัวนับเป็นวรรณคดีร้อยแก้วที่มีความสำคัญที่สุดในสมัยสุโขทัย โดยกล่าวถึงโลกมนุษย์ สวรรค์และนรกเป็นวรรณคดีที่ได้รับการกล่าวอ้างถึงในวรรณกรรมต่างๆ และเป็น วรรณคดีที่มีความสำคัญต่อคำสอนในพุทธศาสนามาจนถึงปัจจุบันนี้
       1. หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยกรุงสุโขทัย (พ.ศ.1781–พ.ศ.1921)  มีลักษณะการจัดการศึกษาดังนี้
          1.1 รูปแบบการจัดการศึกษา แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายอาณาจักรและฝ่ายศาสนาจักร  ฝ่ายอาณาจักรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่หนึ่งเป็นการจัดการศึกษาสำหรับผู้ชายที่เป็นทหาร  เช่น มวย กระบี่ กระบอง  และอาวุธต่าง ๆ ตลอดจนวิธีการบังคับม้า ช้าง ตำราพิชัยยุทธ ซึ่งเป็นวิชาชั้นสูงของผู้ที่จะเป็นแม่ทัพนายกอง และส่วนที่สองเป็นการจัดการศึกษาสำหรับพลเรือน พลเรือนผู้ชายเรียนคัมภีร์ไตรเวทโหราศาสตร์ เวชกรรม ฯลฯ ส่วนพลเรือนผู้หญิงให้เรียนวิชาช่างสตรี การปัก การย้อม การเย็บ การถักทอ นอกจากนั้นมีการอบรมกิริยามารยาท การทำอาหารการกินเพื่อเตรียมตัวเป็นแม่บ้านแม่เรือนที่ดีต่อไป  ส่วนฝ่ายศาสนาจักรเป็นการศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา  การจัดการศึกษาในสมัยสุโขทัยจึงเป็นการจัดการศึกษาที่เน้นพระพุทธศาสนาและศิลปศาสตร์  สมัยนี้พ่อขุนรามคำแหงได้นำช่างชาวจีนเข้ามาเผยแพร่การทำถ้วยชามสังคโลกให้แก่คนไทย และหลังจากที่ทรงคิดประดิษฐ์อักษรไทยแล้วงานด้านอักษรศาสตร์เจริญขึ้น มีการสอนภาษาไทยในพระบรมมหาราชวัง  มีวรรณคดีที่สำคัญ คือ หนังสือไตรภูมิพระร่วงและตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์

            1.2 สถานศึกษา  สถานศึกษาในสมัยกรุงสุโขทัย ประกอบด้วย
                1.2.1 วัง  การศึกษาในวังนั้นเป็นเรื่องของสถาบันกษัตริย์โดยตรง ผู้ที่จะมีโอกาสศึกษาในสถานศึกษาในรั้วในวังได้ถ้าไม่ใช่พระราชโอรสก็ต้องเป็นเชื้อพระวงศ์อันดับรองลงมานั่นเอง ครูสอนได้แก่พราหมณ์ปุโรหิตและพระภิกษุที่ใกล้ชิดพระราชวงศ์หรือได้รับการคัดสรรมาอย่างดี  วิชาความรู้ที่ใกล้เล่าเรียนนอกจากวิชาหนังสือแล้ว ถ้าเป็นผู้ชายก็ต้องเป็นวิชาที่เหมาะสำรับชนชั้นกษัตริย์  เช่น  การปกครองอย่างพระธรรมนูญศาสตร์ วิชาการต่อสู้สำหรับนักรบ วิชาคาถาอาคมรวมถึงตำรับตำราพิชัยสงคราม แต่ถ้าเป็นผู้หญิงเรียนเรื่องการเรือนเย็บปักถักร้อย
                1.2.2 สำนักราชบัณฑิต เป็นสถานที่ศึกษาของบรรดาลูกหลานเจ้านายเชื้อ     พระวงศ์และบรรดาลูกหลานของขุนนางข้าราชบริพารลูกหลานคหบดี วิชาที่เล่าเรียนมีทั้งด้านหนังสือภาษาไทย ขอม มอญ การเรียนตำราเฉพาะด้านในเรื่องต่าง ๆ ตามความรู้ความชำนาญของอาจารย์ในแต่ละสำนัก อาจารย์ในสำนักนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพวกพราหมณ์และเหล่านักปราชญ์ราชบัณฑิต
               1.2.3 บ้าน ได้แก่การอบรมกุลบุตรกุลธิดาตามบ้านขุนนางหรือคหบดี ผู้ที่มีหน้าที่สอนได้แก่ผู้เฒ่าผู้แก่ผู้อาวุโสในบ้านหรือผู้ที่มีความสามารถที่ได้เชื้อเชิญจ้างมาสอนบุตรหลาน แต่การเรียนภายในบ้าน ถ้าเป็นเด็กสอนแค่วิชาหนังสือพออ่านออกเขียนได้ต่อจากนั้นจึงจะได้ส่งบุตรที่เป็นผู้ชาย   ไปเรียนหนังสือที่วัดหรือสำนักราชบัณฑิตต่อไป  ถ้าเป็นเด็กที่โตหน่อยก็เล่าเรียนวิชาอาชีพอันเป็นอาชีพหลักของครอบครัว เช่น  ครอบครัวช่างทองก็เรียนทำทอง  ครอบครัวช่างเหล็กก็เรียนการตีเหล็กทำดาบเป็นต้น
               1.2.4 วัด  เป็นสถานที่เล่าเรียนหาความรู้ของชนทุกชนชั้นอย่างแท้จริง ผู้สอนคือพระสงฆ์ วิชาที่เล่าเรียนส่วนใหญ่ก็จะเป็นการเรียนหนังสือไทย มอญ และขอม เรียนคัมภีร์ทางศาสนารวมทั้งการอบรมสั่งสอนจริยธรรมแก่กุลบุตรที่บิดามารดานำมาฝากฝังเป็นศิษย์วัด สามเณร รวมทั้งภิกษุอีกด้วย การสอนก็สอนกันไปตามความสามารถและภูมิปัญญาของพระสงฆ์ในวัดนั้น ๆ อีกประการหนึ่งการศึกษาของกุลบุตรนั้นก็คือการเล่าเรียนเพื่อเตรียมตัวที่จะบวชเป็นสามเณรและภิกษุตามขนบประเพณีที่สืบทอดกันมา
            1.3 วิชาที่สอน  ไม่ได้กำหนดตายตัว พอแบ่งออกได้ดังนี้

                1.3.1 วิชาความรู้สามัญ สันนิษฐานว่าในช่วงต้นสุโขทัยใช้ภาษาบาลี และสันสกฤตในการศึกษา ต่อมาในสมัยหลังจากที่พ่อขุนรามคำแหงได้ทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นใช้เมื่อ พ.ศ.1826 จึงมีการเรียนภาษาไทยกัน
                1.3.2 วิชาชีพ เรียนกันตามแบบอย่างบรรพบุรุษ ตระกูลใดมีความชำนาญด้านใดลูกหลานจะมีความถนัดและประกอบอาชีพตามแบบอย่างกันมา เช่น ตระกูลใดเป็นแพทย์ก็จะสอนบุตรหลานให้เป็นแพทย์
                1.3.3 วิชาจริยศึกษา สอนให้เคารพนับถือบรรพบุรุษ การกตัญญูรู้คุณ การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิม และการรู้จักทำบุญให้ทานถือศีลในระหว่างเข้าพรรษาเป็นต้น
                1.3.4 วิชาศิลปะป้องกันตัว เป็นการสอนให้รู้จักการใช้อาวุธ การบังคับสัตว์ที่ใช้เป็นพาหนะในการออกศึกและตำราพิชัยยุทธ

          2. หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.1893 - พ.ศ.2310)

            ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้มีชนชาติต่าง ๆ ในเอเชียเข้ามาติดต่อค้าขายและเข้ามาเพื่อตั้งหลักแหล่งหากินในดินแดนไทย เช่น จีน มอญ ญวน เขมร อินเดียและอาหรับ และตั้งแต่รัชสมัยพระรามาธิบดีที่ 2 ชาติตะวันตกได้เริ่มเข้ามาติดต่อค้าขาย ชาติโปรตุเกสเข้ามาเป็นชาติแรก และมีชนชาติอื่น ๆ ติดตามมา เช่น ฮอลันดา ฝรั่งเศส อังกฤษ เป็นต้น มีผลให้การศึกษาไทยมีความเจริญขึ้น โดยเฉพาะในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองและสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ลักษณะการศึกษาสมัยกรุงศรีอยุธยาการศึกษาทั่วไปตกอยู่แก่วัด ราษฎรนิยมพาลูกหลานไปฝากพระเพื่อเล่าเรียนหนังสือ พระยินดีรับไว้เพราะท่านต้องมีศิษย์ไว้สำหรับปรนนิบัติ ศิษย์ได้รับการอบรมในทางศาสนา ได้เล่าเรียนอ่านเขียน หนังสือไทยและบาลีตามสมควร เพื่อเป็นการตระเตรียมสำหรับเวลาข้างหน้าเมื่อเติบโตขึ้นจะได้สะดวกในการอุปสมบท การให้ผู้ชายที่มีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์อุปสมบทเป็นพระภิกษุนั้นเป็นประเพณีที่มีมานานแล้ว ในสมัยแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศพระองค์ทรงกวดขันการศึกษาทางพระศาสนามาก บุตรหลานข้าราชการคนใดที่จะถวายตัวทำราชการถ้ายังไม่ได้อุปสมบทก็ไม่ทรงแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการ ประเพณีนี้ยังผลให้วัดทุกแห่งเป็นโรงเรียนและพระภิกษุทุกรูปเป็นครูทำหน้าที่อบรมสั่งสอนศิษย์ของตนตามความสามารถที่จะจัดได้  แต่คำว่าโรงเรียนในเวลานั้นไม่มีอาคารปลูกขึ้นสำหรับใช้เป็นที่เรียนโดยเฉพาะ เป็นแต่ศิษย์ใครใครก็สอนอยู่ที่กุฏิของตนตามสะดวกและความพอใจ พระภิกษุรูปหนึ่ง ๆ มีศิษย์ไม่กี่คนเพราะจะต้องบิณฑบาตมาเลี้ยงดูศิษย์ด้วย

            ชาวยุโรปที่เข้ามาเมืองไทยในสมัยต่าง ๆ ได้เล่าเรื่องการศึกษาไทยไว้ในหนังสือที่เขาแต่งขึ้น  (เดชา สุพรรณทอง, 2544 : ออนไลน์)  เช่น เมอร์ซิเออร์ เดอะลาลูแบร์ ราชทูตผู้หนึ่งในคณะฑูตฝรั่งเศสครั้งที่ 2 ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ซึ่งเข้ามาเจริญพระราชไมตรีในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ได้กล่าวไว้ในหนังสือราชอาณาจักรสยามว่า  "พระสอนหนังสือให้แก่เยาวชน  ดังที่ข้าพเจ้าได้เล่าแล้ว  และท่านอธิบายคำสั่งสอนแก่ราษฎร์ตามที่เขียนไว้ในหนังสือบาลี" หนังสือราชอาณาจักรไทยหรือประเทศสยามของ  มองเซนเยอร์ ปัลเลอกัวซ์ สังฆราชแห่งมัลลอส  ในคณะสอนศาสนาโรมันคาทอลิกของฝรั่งเศสประจำประเทศไทยซึ่งพิมพ์ออกจำหน่าย เมื่อ พ.ศ.2397 กล่าวว่า "ภายหลังหรือบางทีก่อนพิธีโกนจุก บิดามารดาส่งบุตรของตนไปอยู่วัดเพื่อเรียนอ่านและเขียน ณ ที่นั่นเด็กเหล่านี้รับใช้พระพายเรือให้พระ  และรับประทานอาหารซึ่งบิณฑบาตมาได้ร่วมกับพระด้วย พระสอนอ่านหนังสือให้เพียงเล็กน้อยวันละครั้งหรือสองครั้ง ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทนการศึกษาของเด็กหญิงมีการสอนให้ทำครัว ตำน้ำพริก ทำขนมมวนบุหรี่และจีบพลู”
                    ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชการศึกษาเจริญมาก มีการสอนทั้งภาษาไทย บาลี สันสกฤต ฝรั่งเศส เขมร พม่า มอญ และจีนปรากฏตามพงศาวดารว่า พระตรัสน้อยพระโอรสองค์หนึ่งของพระเพทราชาได้ทรงศึกษาภาษาต่างๆจนชำนาญทั้งภาษาบาลี สันสกฤต ฝรั่ง ลาว เขมร ลาว ญวน พม่า รามัญ และจีน ทั้งยังทรงศึกษาวิชาโหราศาสตร์และแพทยศาสตร์จากอาจารย์ต่าง ๆ เป็นอันมากเข้าใจว่าโดยเฉพาะวิชาภาษาไทย คงจะได้วางมาตรฐานดีมาแต่ครั้งนั้น เพราะปรากฏว่าพระโหราธิบดีได้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ชื่อ จินดามณี ถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งได้ใช้เป็นแบบเรียนสืบต่อมาเป็นเวลานาน  สำนักเรียนนอกจากวัดแล้วในบางรัชกาลยังมีราชสำนัก สำนักราชบัณฑิตและโรงเรียนมิชชันนารี  ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชการศึกษาในราชสำนักรุ่งโรจน์มาก แม้กระทั่งนายประตูก็สามารถแต่งโคลงได้ สำนักราชบัณฑิตนั้นคงจะสอนวิชาต่าง ๆ กันดังปรากฏตามพงศาวดารว่า พระตรัสน้อยได้ทรงเล่าเรียนอักขรสมัยและวิชาอื่น ๆ จากอาจารย์ต่าง ๆ เป็นอันมาก พวกราชบัณฑิตที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือนี้มีต่อมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  แม้ในต้นรัชกาลที่ 5 ก็ยังมีบัณฑิตอาจารย์บอกหนังสือพระเณรอยู่ในวัดพระศรีรัตนศาสดารามและวัดอื่น ๆ จนเมื่อมีโรงเรียนของกระทรวงธรรมการ และโรงเรียนพระปริยัติธรรมแพร่หลายแล้ว สำนักราชบัณฑิตจึงได้หมดไป  สำหรับโรงเรียนมิชชันนารีนั้นในชั้นแรกชาวยุโรปที่เข้ามาค้าขาย  มีชาวโปรตุเกส เป็นต้น  ได้รับอนุญาตให้สร้างโบสถ์เพื่อทำกิจทางศาสนา โบสถ์ฝรั่งในแผ่นดินสมเด็จพระชัยราชานั้นเป็นโบสถ์เล็ก ๆ  สร้างขึ้นเพื่อทำกิจทางศาสนาและเพื่อสอนศาสนาเท่านั้น  ในระยะนั้นไทยเป็นประเทศเดียวในแถบอาเซียตะวันออกที่ไม่รังเกียจศาสนาอื่น  พวกฝรั่งเห็นเป็นโอกาสที่จะเกลี้ยกล่อมคนไทยให้เข้ารีตได้มากกว่าที่อื่น  ดังนั้นบาทหลวงจึงได้เดินทางเข้ามามากขึ้น พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงให้ความอุปถัมภ์พวกบาทหลวงถึงแก่พระราชทานทรัพย์ให้สร้างโบสถ์ก็มี ดังเช่น  สมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานแก่บาทหลวงฝรั่งเศสเป็นต้น ในรัชกาลนี้มีโบสถ์ฝรั่งใหญ่ ๆ มากกว่าในรัชกาลก่อน ๆ และเมื่อมีโบสถ์สำหรับทำกิจทางศาสนาแล้ว ก็ตั้งโรงเรียนขึ้น เรียกว่าโรงเรียนสามเณร  โรงเรียนสามเณรตั้งขึ้นเพื่อสั่งสอนชาวพื้นเมืองที่ประสงค์จะเข้ารีต  นอกจากสอนศาสนาแล้วก็ได้สอนหนังสือและวิชาอื่น ๆ ด้วย ปรากฏว่าสมเด็จพระนารายณ์ทรงส่งมหาดเล็กรุ่นเด็กเป็นจำนวนมากมาเรียนในโรงเรียนของพวกบาทหลวง จึงนับว่าโรงเรียนสามเณรเป็นสำนักเรียนวิชาสามัญอีกแห่งหนึ่ง ลักษณะการจัดการศึกษาสมัยกรุงศรีอยุธยามีดังนี้

                        2.1 รูปแบบการจัดการศึกษา มีดังนี้

                             2.1.1 การศึกษาวิชาสามัญ เน้นการอ่าน เขียน เรียนเลข อันเป็นวิชาพื้นฐานสำหรับการประกอบอาชีพของคนไทย พระโหราธิบดีได้แต่งแบบเรียนภาษาไทย ชื่อ จินดามณี ถวายสมเด็จพระนารายณ์มหาราชซึ่งใช้เป็นแบบเรียนสืบมาเป็นเวลานาน
                             2.2.2 การศึกษาทางด้านศาสนา วัดยังมีบทบาทมาก ในสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระองค์ทรงส่งเสริมพุทธศาสนาโดยทรงวางกฎเกณฑ์ไว้ว่าประชาชนคนใดไม่เคยบวชเรียนเขียนอ่านมาก่อน จะไม่ทรงแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการและในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นต้นมา มีนักสอนศาสนาหรือมิชชันนารีได้จัดตั้งโรงเรียนสอนหนังสือและวิชาอื่น ๆ ขึ้นเรียกโรงเรียนมิชชันนารี นี้ว่า โรงเรียนสามเณร เพื่อชักจูงให้ชาวไทยหันไปนับถือศาสนาคริสต์
                              2.2.3 การศึกษาทางด้านภาษาศาสตร์และวรรณคดี ปรากฎว่ามีการสอนทั้งภาษาไทย บาลี สันสกฤต ฝรั่งเศส เขมร พม่า มอญ และภาษาจีน ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีวรรณคดีหลายเล่ม เช่น เสือโคคำฉันท์ สมุทรโฆษคำฉันท์ อนิรุทธ์คำฉันท์ และกำสรวลศรีปราชญ์ เป็นต้น
                              2.2.4 การศึกษาของผู้หญิง มีการเรียนวิชาชีพ การเรือนการครัว ทอผ้า ตลอดจนกิริยามารยาท เพื่อป้องกันไม่ให้เขียนเพลงยาวโต้ตอบกับผู้ชาย แต่ผู้หญิงที่อยู่ใน ราชตระกูลเริ่มเรียนภาษาไทยตลอดทั้งการประพันธ์ด้วย ในสมัยนี้โปรตุเกสเป็นชาติแรกที่นำวิธีการทำขนมหวานที่ใช้ไข่มาเป็นส่วนผสม เช่น ทองหยิบ ฝอยทอง มาเผยแพร่จนขนมเหล่านี้เป็นเอกลักษณ์ขนมหวานของไทยในปัจจุบัน
                              2.2.5 การศึกษาวิชาการด้านทหาร มีการจัดระเบียบการปกครองในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงแยกราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือนออกจากกัน หัวหน้าฝ่ายทหารเรียกว่า สมุหกลาโหม ฝ่ายพลเรือนเรียกว่า สมุหนายก ในรัชสมัยพระรามาธิบดีที่ 2 ทรงจัดวางระเบียบทางด้านการทหาร มีการทำบัญชี คือ การเกณฑ์คนเข้ารับราชการทหาร ผู้ชายอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไปถึง 60 ปี เรียกว่าไพร่หลวง เชื่อว่าต้องมีการศึกษาวิชาการทหาร เป็นการศึกษาด้านพลศึกษาสำหรับผู้ชายฝึกระเบียบวินัยเพื่อฝึกอบรมให้เป็นกำลังสำคัญของชาติ

                        2.2 สถานศึกษา ในสมัยกรุงศรีอยุธยานี้ยังคงเหมือนกับสมัยสุโขทัยที่ต่างออกไป คือ มีโรงเรียนมิชชันนารี เป็นโรงเรียนที่ชาวตะวันตกได้เข้ามาสร้างเพื่อเผยแพร่ศาสนา  และขณะเดียวกันก็สอนวิชาสามัญด้วย

                        2.3 เนื้อหาวิชาที่สอน มีสอนทั้งวิชาชีพและวิชาสามัญ กล่าวคือ

                              2.3.1 วิชาสามัญ  มีการเรียนวิชาการอ่าน  การเขียน  เลข ใช้แบบเรียนภาษาไทย จินดามณี
                              2.3.2 วิชาชีพเรียนรู้กันในวงศ์ตระกูล  สำหรับเด็กผู้ชายได้เรียนวิชาวาดเขียน แกะสลัก และช่างฝีมือต่าง ๆ ที่พระสงฆ์เป็นผู้สอนให้ ส่วนเด็กผู้หญิงเรียนรู้การบ้านการเรือนจากพ่อแม่สมัยต่อมาหลังชาติตะวันตกเข้ามาแล้วมีการเรียนวิชาชีพชั้นสูงด้วย เช่น ดาราศาสตร์ การทำน้ำประปา การทำปืน การพาณิชย์ แพทยศาสตร์ ตำรายา การก่อสร้าง ตำราอาหาร เป็นต้น
                              2.3.3 ด้านอักษรศาสตร์ มีการศึกษาด้านอักษรศาสตร์ มีวรรณคดีหลายเล่มที่เกิดขึ้น เช่น สมุทรโฆษคำฉันท์ และกำศรวลศรีปราชญ์ เป็นต้น อีกทั้งมีการสอนภาษาไทย บาลี สันสกฤต ฝรั่งเศส เขมร พม่า มอญ และจีน
                              2.3.4 วิชาจริยศึกษา เน้นการศึกษาด้านพระพุทธศาสนามากขึ้น เช่นในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ทรงกวดขันในเรื่องการศึกษาหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาก มีการกำหนดให้ผู้ชายที่เข้ารับราชการทุกคนจะต้องเคยบวชเรียนมาแล้ว เกิดประเพณีการอุปสมบทเมื่ออายุครบ 20 ปี นอกจากนี้ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ทรงให้เสรีภาพไม่กีดกันศาสนา ทรงอุปถัมภ์พวกสอนศาสนา เพราะทรงเห็นว่าศาสนาทุกศาสนาต่างสอนให้คนเป็นคนดี
                              2.3.5 วิชาพลศึกษายังคงเหมือนสมัยสุโขทัย

           3. หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนต้น (พ.ศ.2311–2411)

                 ในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น  การศึกษาของไทยยังคงดำเนินไปเช่นเดียวกับสมัยกรุงศรีอยุธยากล่าวคือมีวัดได้ให้ความรู้แก่พลเมือง  วัดและบ้านรับภาระในการอบรมสั่งสอนเด็ก  ราชสำนักควบคุมตลอดจนให้ความอุปถัมภ์ตามสมควร                     
                  3.1 หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยกรุงธนบุรี (พ.ศ.2310-2325) เป็นระยะที่เก็บรวบรวมสรรพตำราจากแหล่งต่าง ๆ  ที่รอดพ้นจากการทำลาย ของพม่า  เน้นการทำนุบำรุงตำราทางศาสนา ศิลปะและวรรณคดี  การศึกษาในสมัยนี้ยังคงอยู่ที่วัดเหมือนเมื่อสมัยอยุธยา คือการเรียนอยู่ที่วัดมีพระสอนหนังสือและยังคงใช้แบบเรียนจินดามณีซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องวิธีแต่ง กาพย์กลอน ศึกษาศัพท์เขมร บาลีสันสฤตด้วยเพื่อประโยชน์ในการอ่านคัมภีร์พระพุทธศาสนา นอกนั้นก็เป็นวิชาเลขซึ่งนำใช้ในชีวิตประจำวัน สำหรับวิชาชีพพ่อแม่มีอาชีพอะไรก็ถ่ายทอดวิชานั้นให้แก่ลูกหลาน เช่น วิชาแพทย์โบราณ วิชาช่างปั้น  ช่างถม ช่างแกะสลัก ช่างปั้นปูน ช่างเหล็กฯ ส่วนเด็กหญิงถือตามประเพณีโบราณคือ การเย็บปักถักร้อย ทำกับข้าว และการฝึกอบรมมารยาทของกุลสตรี สมัยนี้ไม่นิยมให้ผู้หญิงเรียนหนังสือจึงมีน้อยคนนักที่อ่านออกเขียนได้ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้บำรุงการศึกษาตามวัดต่าง ๆ  และยังโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งหอหนังสือขึ้นเช่นเดียวกับสมัยอยุธยา  ซึ่งคงเทียบได้กับหอพระสมุดในระยะหลัง นอกจากนี้ยังโปรดเกล้าฯให้แสวงหาและรวบรวมตำราต่างๆ ที่กระจัดกระจายไปเมื่อคราวกรุงแตกไว้ที่พระอารามหลวงหรือหามาจำลองไว้เป็นแบบฉบับเพื่อใช้ศึกษาเล่าเรียน (วีณา โรจนราธา, 2540 : 99)
                 3.2 หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (พ.ศ.2325-พ.ศ.2352) พระองค์ทรงฟื้นฟูการศึกษาด้านอักษรศาสตร์ วรรณคดี มีการแต่งรามเกียรติได้เค้าโครงเรื่องมาจากอินเดียเรื่อง รามายณะ ศิลปะ กฎหมาย เช่น กฎหมายตรา 3 ดวง และหลักธรรมทางศาสนา เป็นต้น มีเหตุการณ์สำคัญพอสังเขปดังนี้ ปี พ.ศ.2326 ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องอุณรุท  ปี พ.ศ.2329 ทรงพระราชนิพนธ์ไทยรบพม่าท่าดินแดง  ปี พ.ศ.2331 โปรดเกล้าฯ ให้สังคายนาพระไตรปิฏกที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ปี พ.ศ.2337 โปรดเกล้าให้ชำระพระราชพงศาวดารฉบับจันทานุมาศ  ปี พ.ศ.2340 ทรงพระราชนิพนธ์ บทละครเรื่องรามเกียรติ์  30 มกราคม  พ.ศ.2347 ประกาศใช้กฎหมายตราสามดวง  (กฤษฎา บุณยสมิต,  2554  :  ออนไลน์)
                 3.3 หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ.2352 - พ.ศ.2367)  ในระยะปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช การติดต่อกับฝรั่งขาดไประยะหนึ่ง ต่อมีใน พ.ศ.2361 รัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงได้มีการติดต่อกันอีกครั้ง  โดยไทยอนุญาตให้โปรตุเกสเข้ามาตั้งสถานกงสุลในกรุงเทพฯ แต่ไม่มีอำนาจพิเศษอย่างไร ในปี พ.ศ.2365  บริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษอยากจะขยายการค้าขายมาถึงกรุงเทพฯ มาควิสเฮสติงส์ ผู้สำเร็จราชการอินเดีย แต่งตั้งให้นายจอห์นครอเฟิด เป็นทูตมาเจรจาเพื่อทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรี การสนทนาโต้ตอบเป็นไปอย่างลำบากมากเพราะพูดกันโดยตรงไม่ได้ต้องมีล่ามคือครอเฟิดพูดภาษาอังกฤษกับล่ามของเขา  ล่ามนั้นแปลเป็นภาษามลายูให้ล่ามฝ่ายไทยฟัง  ล่ามฝ่ายไทยจึงแปลเป็นภาษาไทยเรียนเสนาบดี  เมื่อเสนาบดีตอบว่ากระไรก็ต้องแปลกลับไปทำนองเดียวกัน ปรากฏว่าในครั้งนั้นไม่ได้ทำหนังสือสัญญาต่อกัน ในรัชกาลที่ 3 พ.ศ.2369 รัฐบาลอินเดียส่งร้อยเอกเฮนรี เบอร์นีย์ มาทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีกับไทย ขอความสะดวกในการค้าขายแต่หาได้เรียกร้องอำนาจศาลกงสุลไม่ตรงกัน กลับบัญญัติไว้ว่าต้องปฎิบัติตามกฎหมายของบ้านเมือง หนังสือสัญญาต้องทำถึง 4 ภาษา คือ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษามลายู และภาษาโปรตุเกส  ใน พ.ศ.2371 มีเหตุการณ์อย่างหนึ่งเกี่ยวกับการศึกษา คือพวกมิชชั่นนารีอเมริกันคณะเพรสไบติเรียนได้เข้ามาสอนศาสนาให้แก่ชาวจีน  ส่วนคนไทยนั้นเพียงแต่ช่วยรักษาพยาบาลให้อย่างเดียวเพราะพวกมิชชันนารีไม่รู้จักภาษาไทย และไม่ได้เตรียมหนังสือสอนศาสนาเข้ามาด้วย โดยเหตุที่พวกนี้มาช่วยรักษาโรคด้วย  ทำให้คนไทยสำคัญว่าพวกมิชชันนารีอเมริกันเป็นแพทย์จึงเรียกว่าหมอ ซึ่งบางคนก็เป็นแพทย์จริง ๆ แต่บางคนได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตวิชาศาสนศาสตร์  ครั้นเมื่ออยู่เมืองไทยนานเข้าพวกมิชชันนารีอเมริกันเรียนรู้ภาษาไทย  จึงขยายการสอนศาสนามาถึงคนไทยโดยเขียนคำสอนเป็นภาษาไทยแล้วส่งไปพิมพ์ที่สิงคโปร์

                      ในรัชกาลพระบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปรากฏว่าได้ทรงสร้างโรงชนิดหนึ่ง เรียกว่า โรงทาน โรงทานนี้เป็นสถานที่สำหรับให้การศึกษาด้วย จะเห็นได้จากคำประกาศเรื่องโรงทานในรัชกาลพระบาลสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “โรงทานนี้พระบาลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงสร้างขึ้นไว้ให้มีเจ้าพนักงานจัดอาหารและสำรับคาวหวานเลี้ยงพระสงฆ์สามเณรและข้าราชการที่มานอนประจำซองในพระบรมมหาราชวัง  กับทั้งบริจาคพระราชทรัพย์แจกคนชราพิการ และมีพระธรรมเทศนาและสอนหนังสือวิชาการต่าง ๆ โดยพระบรมราชประสงค์จะให้เป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่ชนทั้งหลายทั้งปวงในอิธโลกและปรโลกนั้นด้วย”

                        ในสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เริ่มมีชาวยุโรป เช่น ชาติโปรตุเกสเข้ามาติดต่อทางการค้ากับไทยใหม่ หลังจากเลิกราไปเมื่อประมาณปลายสมัยอยุธยา และชาติอื่น ๆ ตามเข้ามาอีกมากมาย เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดา เป็นต้น เนื่องจากยุโรปมีการปฏิวัติอุตสาหกรรมทำให้เปลี่ยนระบบการผลิตจากการใช้มือมาใช้เครื่องจักร พลังงานจากไอน้ำสามารถผลิตสินค้าได้มากขึ้นจึงต้องหาแหล่งระบายสินค้า ในสมัยนี้ได้ส่งเสริมการศึกษาทั้งวิชาสามัญ โหราศาสตร์ ดาราศาสตร์ จริยศาสตร์ มีการตั้งโรงทานหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวังเป็นที่ให้การศึกษา

                     3.4 หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2367 –พ.ศ.2394) พระองค์ทรงส่งเสริมการศึกษาและด้านศาสนาเป็นพิเศษ มีการจารึกวิชาความรู้สามัญและวิชาชีพลงในแผ่นศิลาประดับไว้ตามระเบียงวัดพระเชตุพนจนมีผู้กล่าวว่าเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย มีการใช้หนังสือไทยชื่อ ประถม ก กา และประถมมาลา นับเป็นแบบเรียนเล่มที่ 2 และ 3 ต่อจากหนีงสือ จินดามณี         ของพระโหราธิบดี ต่อมานายแพทย์ ดี บี บรัดเลย์         ได้นำกิจการแพทย์สมัยใหม่ เช่น การผ่าตัดเข้ามารักษาคนไข้และการตั้งโรงพิมพ์หนังสือไทยเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2379 โดยรับจ้างพิมพ์เอกสารทางราชการเรื่องห้ามสูบฝิ่น จำนวน 9,000 ฉบับ เมื่อปีพ.ศ.2382

                     3.5 หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2394 - พ.ศ.2411)  สมัยนี้ชาวยุโรปและอเมริกันเริ่มเข้ามาติดต่อค้าขายและสอนศาสนา มีการนำวิทยาการสมัยใหม่ ๆ เข้ามาปรับใช้ในเมืองไทยเพิ่มขึ้น และพระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาจึงทรงจ้างนางแอนนา เอช เลียวโนเวนส์ มาสอนสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เมื่อ พ.ศ.2405 จนรอบรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ลักษณะการจัดการศึกษาเป็นแบบเดิมทั้งวัดและบ้าน ในส่วนวิชาชีพและวิชาสามัญ มีอักษรศาสตร์ ธรรมชาติวิทยาหรือวิทยาศาสตร์

                  หนังสือราชอาณาจักรและชาวสยามของเซอร์จอห์นบาวริงผู้สำเร็จราชการฮ่องกง ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย พระบรมราชินีนาถแห่งประเทศบริเตนใหญ่ ทรงแต่งตั้งเป็นอัครราชทูตมาเจริญทางพระราชไมตรีเมื่อ พ.ศ.2398 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวถึงการศึกษาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ไว้ว่า “การศึกษาตั้งต้นแต่การโกนจุก แล้วเด็กผู้ชายถูกส่งไปอยู่วัดเรียนอ่าน เขียนและคำสอนศาสนากับพระ พระได้รับมอบหมายให้จัดการศึกษา และโรงเรียนอยู่ติดกับวัดโดยมาก ย่อมเป็นของธรรมดาอยู่เองที่การสอนให้รู้คำสั่งสอนและประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา  เป็นส่วนสำคัญมากของระบบการศึกษา พลเมืองชายส่วนหนึ่งอ่านและเขียนหนังสือออก แต่วิธีที่จะแสวงหาความรู้ชั้นสูงสาขาใดสาขาหนึ่งมีอยู่น้อยถึงกระนั้นก็ดี  โดยเฉพาะในบรรดา ขุนนางยังใฝ่ใจเรียนวิชาเครื่องจักรกลไก  รู้จักใช้เครื่องมือเดินเรือ  และรู้วิชาปรัชญากันมาก  ค่าเล่าเรียนตามปรกติในโรงเรียนสามัญที่กรุงเทพฯ เก็บจากเด็กชายคนละ 8 ดอลลาร์หรือ 35 ชิลลิง ต่อปีและอีก 15 ดอลลาร์ เป็นค่าที่อยู่ เสื้อผ้า เครื่องเขียนและอื่น ๆ ชาวจีนที่รวยบางคนจ้างครูสอนส่วนตัวเดือนละ 8 ดอลลาร์ ห้องเรียนห้องหนึ่งอาจเช่าได้เดือนละ 2 ดอลลาร์ครึ่งหรือต่ำกว่านั้น  การศึกษาสตรีถูกทอดทิ้ง ในประเทศสยามมีสตรีอยู่น้อยคนที่อ่านหรือเขียนได้ อย่างไรก็ดีในการแสดงละครภายในพระราชวัง สตรีคนหนึ่งบอกบทและพลิกหน้าบทละครได้อย่างแคล่วคล่องมาก” (เดชา สุพรรณทอง,  2544 :  ออนไลน์)
                   แม้ไทยจะเคยติดต่อกับฝรั่งมาเป็นเวลานานนับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่การศึกษาในสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้นยังคงเป็นแผนโบราณอยู่ตามเดิม การถ่ายทอดวิชาความรู้ศิลปวิทยาการต่าง ๆ ยังมีน้อยมาก มีเพียงวิธีหล่อปืนไฟ การใช้ปืนไฟใน การสงคราม วิธีทำป้อมค่ายสู้กำลังปืนไฟ ตำรายาบางอย่างเช่น วิธีทำขี้ผึ้ง และตำราทำอาหาร เช่น ฝอยทอง เป็นต้นเท่านั้น การติดต่อกับฝรั่งในระยะหลัง ๆ นี้ ทำให้คนไทยสำนึกได้ว่า การเรียนรู้ภาษาของเขาตลอดจนวิชาความรู้ใหม่ ๆ เป็นสิ่งจำเป็น  เพราะพวกนี้กำลังแผ่อำนาจมาทางอาเชียตะวันออกมากขึ้นทุกที  ผู้ที่พยายามศึกษาจนมีความรู้ สามารถใช้การได้เป็นอย่างดีก็คือพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงวงศาธิราชสนิท และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในสมัยต้นรัชกาลที่ 5 ใน พ.ศ.2398  ไทยได้ทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีกับอังกฤษ และต่อมาก็ทำกับประเทศอื่น ๆ อีกยังผลให้การค้าขายขยายตัวออกไปเป็นอันมาก ดังปรากฏจากจดหมายของหมอบรัดเลย์ตอนหนึ่งว่า “ วันที่  28  ตุลาคม 2398 เรือกำปั่นใบของอเมริกันชื่อลักเนาเข้ามาถึง เรือพ่อค้าอเมริกันไม่ได้มีเข้ามาถึง 17 ปี วันที่ 1 มกราคม 2399 มีเรือกำปั่นพ่อค้า ทอดอยู่ในแม่น้ำถึง 60 ลำ  เพราะเหตุที่ได้ทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ การค้าขายเจริญอย่างรวดเร็วไม่เคยมีเหมือนเช่นนี้มาก่อน” (เดชา สุพรรณทอง,  2544 :  ออนไลน์)

                     อย่างไรก็ดีการเรียนวิชาความรู้แบบฝรั่งเชื่องช้ามาก แม้ว่ารัฐบาลมีกิจเกี่ยวข้องกับฝรั่งอยู่เสมอและมีฝรั่งเข้ามาค้าขายอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วก็ตาม คนไทยที่เรียนรู้ภาษาฝรั่งก็ยังมีน้อยมาก เห็นจะเป็นเพราะผู้ที่สอนภาษาต่างประเทศมีแต่พวกมิชชันนารีซึ่งสอนศาสนาบรรดาเจ้านายและข้าราชการ จึงไม่อยากส่งบุตรหลานไปเรียนเพราะเกรงว่าพวกมิชชันนารีจะสอนให้เปลี่ยนศาสนา พระเจ้าลูกเธอของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ประสูติเมื่อก่อนทรงผนวชก็มีพระชนมายุพ้นวัยเรียนเสียแล้ว พระเจ้าลูกเธอที่ประสูติเมื่อเสวยราชย์แล้วก็ยังทรงพระเยาว์อยู่ ต้องรอมาจน พ. ศ. 2405  เมื่อสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอมีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นต้นทรงพระเจริญวัยพอที่จะเล่าเรียนได้  จึงได้โปรดให้จ้างนางแอนนา เอช. เลียวโนเวนส์  เข้ามาเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ แต่สอนอยู่ได้ไม่กี่ปี นางเลียวโนเวนส์ ก็กลับไปเสีย  สมเด็จพระเจ้าลูกเธอที่ศึกษาภาษาอังกฤษในครั้งนั้นและได้ศึกษาต่อมาจนทรงรอบรู้ภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี ก็มีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่พระองค์เดียว  การศึกษาแผนโบราณหนักทางวิชาอักษรศาสตร์ เป็นการศึกษาที่อนุโลมตามแบบแผนและประเพณีไม่มีการค้นคว้าทางธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์  ส่วนวิชาชีพ เช่น วิชาช่างฝีมือต่าง ๆ มีช่างถม ช่างทอง ช่างแกะ ช่างปั้น วิชาแพทย์แผนโบราณ และวิชาอาชีพอื่น ๆ นั้นเรียนกันในวงศ์สกุลและตามท้องถิ่น เป็นการศึกษาแบบสืบตระกูลเป็นมรดกตกทอดกันมา ในกรุงเทพฯ มีท้องถิ่นสำหรับฝึกและประกอบอาชีพ ซึ่งยังมีชื่อติดอยู่จนทุกวันนี้ เช่น ถนนตีทอง บ้านพานถม บ้านบาตร บ้านดอกไม้ บ้านปูน บ้าน ช่างหล่อ ฯลฯ  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้รวมช่างประเภทต่าง ๆ เหล่านี้ จัดเป็นหมู่ เป็นกรม เรียกว่า กรมช่างสิบหมู่  ดังปรากฏในหนังสือพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงแถลงพระบรมราชาธิบายแก้ไขการปกครองแผ่นดินว่า“ส่วนซึ่งแบ่งปันฝ่ายทหารแต่ทำการฝ่ายพลเรือนนั้นคือกรมช่างสิบหมู่ ซึ่งแบ่งไว้ในฝ่ายทหารนั้นก็คงจะเป็นด้วยช่างเกิดขึ้นในหมู่ทหารเหมือนทหารอินเยอเนีย แต่ภายหลังมาเมื่อทำการต่าง ๆ มากขึ้น จนถึงเป็นการละเอียด เช่น เขียนปั้นแกะสลัก ก็เลยติดอยู่ในฝ่ายทหาร แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดในราชการทหารไม่ได้ขึ้นกรมพระกลาโหมมีแต่กองต่างหาก แม่กองนั้นมักจะเป็นเจ้านายโดยมาก เมื่อเกิดช่างอื่น ๆ ขึ้นอีกก็คงอยู่ในกรมเดิมฝ่ายพลเรือนบ้างทหารบ้างไม่เฉพาะว่ากรมช่างจะต้องเป็นฝ่ายทหาร เช่น ช่างประดับกระจกขึ้นกรมวังช่างมหาดเล็กคงอยู่ในมหาดเล็กเป็นต้น” (เดชา  สุพรรณทอง,  2544 :  ออนไลน์)
                   สำหรับการศึกษาของพวกสตรีนั้นเป็นการเรียนในบ้าน  ส่วนมากเรียนแต่การเย็บปักถักร้อย การครัว  และกิจการบ้านเรือน  การเรียนหนังสือนั้นถ้าใจรักก็ได้เรียนบ้างในบ้าน  แต่ไม่นิยมให้เรียนกันนัก ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์มักส่งเด็กหญิงเข้าไปอยู่ตามตำหนักเจ้านายในพระบรมมหาราชวัง เพื่อจะได้มีโอกาสเปิดหูเปิดตา  ได้เรียนรู้ขนบธรรมเนียมประเพณีและวิชาความรู้ต่าง ๆ ตลอดจนกิริยามารยาทและการครองตน ประเพณีนี้ได้ดำเนินมาจนตลอดรัชกาลที่ 5

หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ.2412 – พ.ศ.2475)

              การศึกษาในยุคปฏิรูปนี้นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองโดยคณะราษฎร์ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การศึกษาในสมัยนี้มุ่งให้รับราชการและมีความรู้ทัดเทียมกับฝรั่งแต่ไม่ใช่ฝรั่ง (หนูนา  ครูเทคโน,  2554 : ออนไลน์) แบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้

                   1. หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2411-2453)

                        1.1 ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการศึกษา หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ครองราชย์แล้ว ก็ได้ทรงปรับปรุงประเทศให้เจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน ทั้งในด้านการปกครอง การศาล การคมนาคมและสาธารณสุข เป็นต้น โดยเฉพาะด้านการศึกษานั้นพระองค์ได้ทรงตระหนัก เพื่อปรับปรุงคนในประเทศให้มีความรู้ความสามารถจะช่วยให้ ประเทศชาติมีความเจริญก้าวหน้าในทุกๆ ด้านดังพระราชดำรัสที่ว่า  “ … วิชาหนังสือเป็นวิชาที่น่านับถือและเป็นที่น่าสรรเสริญมาแต่โบราณว่า เป็นวิชาอย่างประเสริฐซึ่งผู้ยิ่งใหญ่นับแต่ พระมหากษัตริย์เป็นต้นมาตลอดจนราษฎรพลเมืองสมควรและจำเป็นจะต้องรู้เพราะเป็นวิชาที่อาจทำให้การทั้ง ปวงสำเร็จในทุกสิ่งทุกอย่าง…” (ประไพ เอกอุ่น. 2542 : 83–84) การที่พระองค์ทรงเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงได้มีการจัดการศึกษาอย่างมีระเบียบแบบแผน (Formal education) มี โครงการศึกษาชาติ มีโรงเรียนเกิดขึ้นในวังและในวัด มีการกำหนดวิชาทีเรียน มีการเรียนการสอบไล่ และมีทุนเล่าเรียนหลวงให้ไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ ปัจจัยที่มีผลในการปฏิรูปการศึกษาในครั้งนี้คือ

                                   1.1.1 แนวคิดและวิทยาการต่าง ๆ ของชาติตะวันตก ซึ่งคณะมิชชันมารีได้นำวิทยาการเข้ามาเผยแพร่ในด้านการแพทย์ การพิมพ์หนังสือและระบบโรงเรียนของพวกสอนศาสนา ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสืบเนื่องมาถึงในสมัยนี้ เป็นเหตุให้ไทยต้องรับและปรับปรุงแนวคิดในการจัดการศึกษาขึ้นเพื่อประโยชน์ ในการพัฒนาประเทศ
                                   1.1.2 ภัยจากการคุมคามของประเทศมหาอำนาจในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 หรือปลายพุทธศตวรรษที่ 24 ลัทธิ จักรพรรดินิยมกำลังแผ่ขยายมายังประเทศต่างๆ ในเอเชียซึ่งประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ญวน เขมรและมลายูเป็นต้น ต่างตกอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศมหาอำนาจ ส่วนประเทศไทยมีจุดอ่อนทั้งในเรื่องความล้าหลัง ระบบการปกครองและการกำหนดเขตแดนที่ชัดเจนพระองค์จึงทรงห่วงใยบ้านเมือง จึงดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบประนีประนอมและเร่งปรับปรุงประเทศ โดยเน้นการศึกษาของชาติ
                                   1.1.3 ความต้องการบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เข้ามารับราชการเนื่องจากพระองค์ทรงปรับปรุงและขยายงานในส่วนราชการต่าง ๆ จึงจำเป็นต้องจัดตั้งโรงเรียนเพื่อสอนคนให้เข้ามารับราชการ
                                   1.1.4 โครงสร้างของสังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีการเลิกทาสและมีการ ติดต่อกับต่างประเทศมากขึ้น วัฒนธรรมแบบอย่างตะวันตกได้แพร่หลายจึงจำเป็นต้องการปรับปรุงการศึกษา เพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้น
                                   1.1.5 การที่พระองค์ได้เสด็จต่างประเทศทั้งในเอเชียและยุโรป ทำให้ได้แนวความคิดเพื่อนำมาปฏิรูปการศึกษาและใช้เป็นแนวทางพัฒนาบ้านเมือง

                   1.2  การจัดตั้งสถานศึกษา

                           ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นหลายแห่งเพื่อให้ความรู้แก่เชื้อพระวงศ์และราษฎร ที่สำคัญมีดังนี้
                                - ปี พ.ศ.2414 จัดตั้งโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง เพื่อฝึกคนให้เข้ารับราชการ มีพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) ในขณะนั้นเป็นหลวงสารประเสริฐเป็นอาจารย์ใหญ่ โดยมีการสอนหนังสือไทย การคิดเลข และขนบธรรมเนียมราชการ นอกจากมีการจัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับสอนภาษาอังกฤษในพระบรมมหาราชวัง เกิดจากแรงผลักดันทางการเมืองที่ส่งผลให้ไทยต้องเรียนรู้ภาษาอังกฤษ เพื่อจะได้เจรจากับมหาอำนาจตะวันตก และมีการส่งนักเรียนไทยไปศึกษาวิชาครูที่ประเทศอังกฤษ
                                  - ปี พ.ศ.2423 จัดตั้งโรงเรียนสุนันทาลัยในพระบรมมหาราชวังเป็นโรงเรียนสตรี
                                  - ปี พ.ศ.2424 ปรับปรุงโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบให้เป็นโรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก ต่อมาได้กลายเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนในปี พ.ศ.2453 และปี พ.ศ.2459 ได้ตั้งเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
                                  - ปี พ.ศ.2425 จัดตั้งโรงเรียนแผนที่
                                  - ปี พ.ศ.2427 จัดตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับราษฎรขึ้นตามวัดในกรุงเทพมหานครหลายแห่ง และแห่งแรก คือ โรงเรียนมหรรณพาราม
                                  - ปี พ.ศ.2432 ตั้งโรงเรียนแพทย์ขึ้น เรียกว่า โรงเรียนแพทยากร ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำหน้าโรงพยาบาลศิริราช ใช้เป็นที่สอนวิชาแพทย์แผนปัจจุบัน
                                  - ปี พ.ศ.2435 จัดตั้งโรงเรียนมูลศึกษาขึ้นในวัดทั่วไปทั้งในกรุงเทพมหานครและหัวเมือง โดยประสงค์จะขยายการศึกษาเล่าเรียนหนังสือไทยให้แพร่หลายเป็นแบบแผนยิ่งขึ้น และตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูเป็นแห่งแรกที่ตำบลโรงเลี้ยงเด็ก ต่อมาย้ายไป1อยู่ที่วัดเทพศิรินทราวาส
                                  - ปี พ.ศ.2437 นักเรียนฝึกหัดครูชุดแรก  3 คนสำเร็จการศึกษาได้รับประกาศนียบัตรเป็นครูสอนภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
                                  - ปี พ.ศ.2449 ย้ายโรงเรียนฝึกหัดครู ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดเทพศิริทราวาส ไปรวมกับโรงเรียนฝึกหัดครูฝั่งตะวันตก (บ้านสมเด็จเจ้าพระยา) ปรับปรุงหลักสูตรให้สูงขึ้นเป็น โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์สอนหลักสูตร 2 ปี รับนักเรียนที่สำเร็จมัธยมศึกษา
                                  - ปี พ.ศ.2456 ตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูหญิงขึ้นที่โรงเรียนเบญจมราชาลัย

                         1.3 การบริหารการศึกษา เมื่อจำนวนโรงเรียนเพิ่มมากขึ้นจึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบ การศึกษาเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก เช่น ปี พ.ศ.2430 ทรง โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งกรมศึกษาธิการโดนโอนโรงเรียนที่สังกัดกรมทหารมหาดเล็กมาทั้งหมด ให้กรมหมื่นดำรงราชานุภาพเป็นผู้บัญชาการอีกตำแหน่งหนึ่ง ปี พ.ศ.2432 รวมกรมศึกษาธิการเข้าไปอยู่ในบังคับบัญชาของกรมธรรมการ และ ปี พ.ศ.2435 ประกาศตั้งกระทรวงธรรมการ มีเจ้าพระยาภาสกรวงศ์ (พร บุนนาค) เป็นเสนาบดี มีหน้าที่ในการจัดการศึกษา การพยาบาล พิพิธภัณฑ์และศาสนา

                         1.4 การจัดแบบเรียนหลักสูตรและการสอบไล่

                               - ปี พ.ศ.2414 พระบทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) เรียบเรียงแบบเรียนหลวงขึ้น 1 เล่ม ชุดมูลบรรพกิจ เพื่อใช้เป็นบทหลักสูตรวิชาชั้นต้น
                               - ปี พ.ศ.2427 กำหนด หลักสูตรชั้นประโยคหนึ่ง โดยอนุโลมตามแบบเรียนหลวงหกเล่ม นับเป็นปีแรกที่จัดให้มีการสอบไล่วิชาสามัญ และมีการกำหนดหลักสูตรชั้นประโยคสอง ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เกี่ยวกับวิชาสามัญศึกษา หมายถึง ความรู้ต่าง ๆ ที่ต้องการใช้สำหรับเสมียนในราชการพลเรือนตามกระทรวงต่าง ๆ
                               - ปี พ.ศ.2431 กรมศึกษาธิการ จัดทำแบบเรียนเร็วใช้แทนแบบเรียนหลวงชุดเดิม ผู้แต่งคือพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร (กรมพระยาดำรงราชานุภาพ)1 ชุด มี 3 เล่ม
                               - ปี พ.ศ.2433 ประกาศใช้พระราชบัญญัติวิชา พ.ศ.2433 มีผลทำให้หลักสูตรภาษาไทยแบ่งออกเป็น 3 ประโยค หลักสูตรภาษาอังกฤษแบ่งออกเป็น 6 ชั้น
                               - ปี พ.ศ.2434 ได้แก้ไขการสอบไล่จากเดิมปีละครั้งเป็นปีละ 2 ครั้งเพื่อไม่ให้นักเรียนเสียเวลานานเกินไป

           2. หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2453-2468)

                             2.1 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษา มีดังนี้
                                  2.1.1 พระบรมราชโชบายในการปกครองประเทศ เพื่อให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับนานาประเทศ โดยการส่งทหารไปร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 1 นอกจากนี้พระองค์ทรงสร้างความรู้สึกชาตินิยมในหมู่ประชาชนชาวไทยโดยมีสาระสำคัญของอุดมการณ์ชาตินิยม คือ ความรักชาติ ความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และความยึดมั่นในพุทธศาสนา
                                   2.1.2 พระองค์ทรงศึกษาวิชาการจากต่างประเทศ และเมื่อเสด็จกลับ มาแล้วพระองค์ได้ทรงนำเอาแบบอย่างและวิธีการที่เป็นประโยชน์มาใช้เป็นหลักในการปรับปรุงการศึกษา เช่น ทรงนำเอาแบบอย่างและวิธีการที่เป็นประโยชน์มาใช้เป็นหลักในการปรับปรุงการ ศึกษา เช่น ทรงนำเอาวิชาลูกเสือจากประเทศอังกฤษเข้ามาจัดตั้งกองเสือป่า พระองค์ทรงเป็นนักปราชญ์โดย ทรงแปลวรรณคดีต่างประเทศเป็นภาษาไทยและทรงนิพนธ์วรรณคดีไว้หลายเรื่อง
                                   2.1.3 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อคนส่วนมากที่ได้รับการศึกษา มีความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับการปกครอง ประเทศในระบอบรัฐธรรมนูญในระบบรัฐสภา จึงมีความปรารถนาจะเปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นระบอบประชาธิปไตย และปัญหาอันเกิดจากคนล้นงานและคนละทิ้งอาชีพและถิ่นฐานเดิม มุ่งที่จะหันเข้าสู่อาชีพราชการมากเกินไป

                             2.2 วิวัฒนาการในการจัดการศึกษา มีดังนี้

                                   - ปี พ.ศ.2453 ประกาศตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือนเพื่อฝึกคนเข้ารับราชการตามกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ และต่อมาปี พ.ศ.2459 ได้ประกาศยกฐานะโรงเรียนข้าราชการพลเรือนนี้ ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย
                                   - ปี พ.ศ.2454 ตั้งกองลูกเสือหรือเสือป่าขึ้นเป็นครั้งแรกโครงการศึกษา พ.ศ.2456 และฉบับแก้ไข พ.ศ.2458 โดยมุ่งให้ประชาชนมีความรู้ทางด้านการทำมาหาเลี้ยงชีพตามอัตภาพของตน พยายามที่จะเปลี่ยนค่านิยมของประชาชนไม่ให้มุ่งที่จะเข้ารับราชการอย่างเดียว
                                   - ปี พ.ศ.2459 จัดตั้งกองลูกเสือหญิงและอนุกาชาดโรงเรียนกุลสตรีวังหลังและได้จัดตั้งกองลูกเสือหญิงขึ้น เรียกว่า เนตรนารี
                                   - ปี พ.ศ.2461 มีการปรับปรุงและขยายฝึกหัดครูขึ้นโดยโอนกลับมาขึ้นกับกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเดิมเป็นแผนกหนึ่งของโรงเรียนข้าราชการพลเรือน
                                   - ปี พ.ศ.2461 ประกาศใช้พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ และ
                                   - ปี พ.ศ.2464 ปรับปรุงโครงการศึกษาชาติ โดยวางโครงการศึกษาขึ้นใหม่เพื่อส่งเสริมให้ทำมาหาเลี้ยงชีพ นอกเหนือจากทำราชการ
                                   - ปี พ.ศ.2464 ใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาบังคับให้เด็กทุกคนที่มีอายุ 7 ปี บริบูรณ์หรือย่างเข้าปีที่ 8 ให้เรียนอยู่ในโรงเรียนจนถึงอายุ 14 ปีบริบูรณ์หรือย่างเข้าปีที่ 15 โดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน และมีการเรียกเก็บเงินศึกษาพลีจากประชาชนคนละ 1- 3 บาทเพื่อนำไปใช้จ่ายในการจัดดำเนินการประถมศึกษา

                3. หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ.2468-พ.ศ.2475)

                          3.1 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษา ในสมัยนี้มีดังนี้                                                                

                                3.1.1 ปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นภายในประเทศ มีกลุ่มผู้ตื่นตัวทางการเมืองในกรุงเทพมหานคร เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง มีการวิพากษ์วิจารณ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช
                                3.1.2 ปัญหาสืบเนื่องจากอิทธิพลจักรวรรดินิยมตะวันตกซึ่งตกค้างมาตั้งแต่รัชกาลก่อน ๆ
                                3.1.3 ปัญหาสืบเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ในระหว่าง พ.ศ.2463 - พ.ศ.2474 เศรษฐกิจ ของประเทศตกต่ำ จนเป็นเหตุให้รัฐบาลต้อง ตัดทอนรายจ่ายลง มีการยุบหน่วยงานและปลดข้าราชการออก สร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
                                3.1.4 ปัญหาสืบเนื่องจากการประกาศใช้กฎหมายการศึกษา คือพระราชบัญญัติประถมศึกษา ทำให้การศึกษาแพร่หลายออกไปแต่ขาดความพร้อมทางด้านงบประมาณการศึกษา

                          3.2 วิวัฒนาการการจัดการศึกษา ในสมัยนี้มีดังนี้

                                     - ปี พ.ศ.2469 เปลี่ยนชื่อกระทรวงธรรมการอย่างเดิม
                                     - ปี พ.ศ.2473 ยกเลิกการเก็บเงินศึกษาพลีคนละ 1 – 3 บาท จากผู้ชายทุกคนที่มีอายุระหว่าง 16 - 60 ปี โดยใช้เงินจากกระทรวงพระคลังมหาสมบัติอุดหนุนการศึกษาแทน
                                     - ปี พ.ศ.2474 ปรับปรุงกระทรวงธรรมการเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของประเทศ โดยยุบกรมสามัญศึกษาในตอนนั้น กระทรวงธรรมการจึงมีหน่วยงานเพียง 3 หน่วยคือ กองบัญชาการ กองตรวจการศึกษากรุงเทพ ฯ และกองสุขาภิบาลโรงเรียน ยกเลิกระเบียบว่าด้วยการควบคุมแบบเรียน

        หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยสมัยการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญถึงปัจจุบัน       (พ.ศ.2475 - 2554)

           หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้มีแผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2475 แผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2479 แผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2494 และแผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2503 ซึ่งแผนการศึกษาดังกล่าวระบุแนวทางการจัดการศึกษา ปรัชญาและจุดมุ่งหมายของการศึกษาแต่ละระดับโดยส่วนรวม กำหนดโครงสร้างของการศึกษา คือ กำหนดระดับการศึกษา กำหนดรายอายุผู้ที่จะเข้าเรียนในระดับต่าง ๆ กำหนดชั้นเรียนและกำหนดความเกี่ยวเนื่องระหว่างระดับการศึกษา (ประวัติความเป็นมาของการศึกษาไทย ภาค 2,  2554 : 49) โดยทั่วๆ ไปมีระดับการศึกษาภาคบังคับหรือระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา หรือที่เรียกว่าระดับ 2 และระดับอุดมศึกษาเป็นการศึกษาระดับที่ 3 หลักสูตรการจัดการเรียนการสอน ทฤษฎีที่ใช้ในการเรียนการสอนของไทยยังนำเอาความรู้วิชาการ การจัดการเรียนการสอนตลอดถึงรูปแบบของการจัดการศึกษามาจากประเทศตะวันตกจวบจนถึงปัจจุบัน แม้จะมีการปรับปรุงหลักสูตรกี่ครั้งก็ตาม

                   1. รูปแบบการจัดการศึกษา

                        1.1 การศึกษาไทยยุคประชาธิปไตย (2475-2500) การปฏิรูปการศึกษาในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นการนำเอารูปแบบและวิธีการศึกษามาเสริมสร้างความมั่นคงให้กับรัฐ โดยพระมหากษัตริย์มีอำนาจสูงสุด การศึกษาจึงมุ่งฝึกฝนข้าราชการเพื่อสนองตอบระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนเป็นสังคมประชาธิปไตย พ.ศ.2475 การศึกษาภายใต้อุดมคติแห่งประชาธิปไตยนี้จึงเป็นการศึกษาที่มีความหมายต่างไปจากระบบการศึกษาไทยก่อนหน้านี้

                          1.1.1 นโยบายการจัดการศึกษาของคณะราษฎร์ ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่24 มิถุนายน พ.ศ.2475 คณะราษฎร์ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้วางเป้าหมายสำคัญหรืออุดมการณ์ของคณะราษฎร์ มีปรากฏอยู่ในหลัก 6 ประการ ข้อที่ 6 จะ ต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร เพราะคณะราษฎร์มีความเห็นว่าการที่จะให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเรื่อง การปกครองระบอบประชาธิปไตย จำเป็นต้องจัดการศึกษาให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง เมื่อประชาชนมีการศึกษาดีย่อมจะทำให้ประเทศชาติเจริญขึ้นด้วย ดังจะเห็นได้จากคำแถลงนโยบายของรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา พ.ศ.2475 กล่าวไว้ว่า “….การ จัดการศึกษาเพื่อจะให้พลเมืองได้มีการศึกษาโดยแพร่หลาย ก็จะต้องอนุโลมตามระเบียบการปกครองที่ให้เข้าลักษณะเกี่ยวกับแผนเศรษฐกิจ แห่งชาติ หลักสูตรของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจะต้องขยายให้สูงขึ้นเท่าเทียมอารยประเทศ ในการนี้จะต้องเทียบหลักสูตรของนานาประเทศ หลักสูตรใดสูงถือตามหลักสูตรนั้น” (เดชา  สุพรรณทอง,  2544 :  ออนไลน์) รัฐบาลชุดต่อ ๆ มาก็ได้พยายามที่จะได้จัดการศึกษาให้ทั่วถึงในหมู่ประชาชนทั่วไป ถ้าวิเคราะห์ดูจากคำแถลงนโยบายของรัฐบาลพบว่า ได้ตั้งความหวังเรื่องการศึกษาไว้สูงเกินไปจะให้เท่าเทียมอารยประเทศ ซึ่งสภาวการณ์ในประเทศขณะนั้นยังไม่มีความพร้อม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศในขณะนั้น เป็นผลให้เกิดปัญหาในการจัดการศึกษานับแต่นั้นเป็นต้นมา

                          1.1.2 การเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง พ.ศ.2484 - พ.ศ.2488  ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนต่อประเทศไทยอย่างรุนแรงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยได้รับความเสียหาย อันสืบเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่สอง จึงจำเป็นต้องกู้เงินจากธนาคารโลกเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศ  และประเทศไทยสมัครเป็นสมาชิกองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ทำให้ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ตลอดจนแนวคิดใหม่ ๆ มาใช้ในการพัฒนาประเทศ ทำให้แนวคิดทางการศึกษาของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็นอย่างมาก

                          1.1.3 แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2494 มีความมุ่งหมายของการศึกษาชาติ คือการทำให้ประชาชนมีจิตสำนึกเป็นนักประชาธิปไตย โดยสรุปแล้ว ในยุคนี้การศึกษาคือกระบวนการสร้างพลเมืองให้เป็นพลังในการสร้างสังคมประชาธิปไตย และมีความรู้ความสามารถไม่น้อยกว่าพลเมืองของประเทศอื่น ๆ การศึกษาในสังคมไทยแต่โบราณ หน้าที่ในการจัดการศึกษามาจากชุมชน วัด  และครอบครัว ซึ่งมีความหลากหลายในเป้าหมายของการศึกษา แต่เมื่อรัฐได้เข้ามากำกับและควบคุมการศึกษา พระราชบัญญัติการศึกษาและแผนการศึกษาชาติได้ทำให้การศึกษาต้องอยู่ในระบบเดียวกันภายใต้รูปแบบที่เหมือนกัน เป้าหมายของการศึกษาเป็นไปตามที่รัฐกำหนดโดยการศึกษาในยุคนี้มีเป้าหมายอยู่ที่ ความเป็นพลเมืองที่มีความรู้ ความคิด และความเชื่อตามที่รัฐประสงค์

                          1.1.4 รูปแบบและวิธีการศึกษาแบบใหม่ที่สังคมไทยสร้างขึ้นตามแบบตะวันตกก็คือการศึกษาในโรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย ตามหลักสูตรที่รัฐบาลเป็นผู้กำหนดภายใต้การควบคุมตรวจสอบโดย ครู-อาจารย์และด้วยรูปแบบวิธีการนี้จึงทำให้มีประเภทของการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสามัญศึกษา อาชีวศึกษา พลศึกษา หรือทำให้ความหมายของการศึกษาจำแนกเป็นพุทธิศึกษา จริยศึกษาและพลศึกษา

                      1.2 การศึกษาไทยยุคพัฒนา (พ.ศ.2500-2522)  ยุคนี้เป็นยุคที่ประเทศไทยได้ใช้แผนพัฒนาประเทศอย่างชัดเจนเป็นระบบมีการกำหนดแผนพัฒนาประเทศแยกเป็นด้านต่างๆ การพัฒนาการศึกษาก็เป็นแผนหนึ่งในแผนพัฒนาประเทศและเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยได้พัฒนาเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยแต่เป็นประชาธิปไตยที่ยังไม่เต็มรูปแบบ เศรษฐกิจไทยเปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบเกษตรมาสู่อุตสาหกรรมมากขึ้น มีการกระจายการศึกษาไปยังท้องถิ่น มีมหาวิทยาลัยของรัฐทั้งระบบเปิดและระบบปิด มีมหาวิทยาลัยเอกชนเพิ่มขึ้น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ตลอดจนการขยายตัวของการศึกษาขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้คำขวัญที่ว่า “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ  บำรุงความสะอาด” ประเทศไทยช่วงดังกล่าว ได้ใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาประเทศนำประเทศไปสู่ความทันสมัย การศึกษาจึงมีความหมายว่า “การศึกษาคือการพัฒนา” (การศึกษาในสังคมไทย,  2554  :  ออนไลน์)

              การจัดการศึกษาทุกระดับมุ่งสนองนโยบายหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉะนั้น เป้าหมายการศึกษาจึงมุ่งพัฒนาประชาชนในชาติให้เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆนำพาประเทศไทยสู่ภาวะทันสมัยด้านการจัดการศึกษา รัฐบาลได้ใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 ซึ่งเป็นแผนการศึกษาฉบับแรกของประเทศไทย เน้นการศึกษาที่จะต้องตอบสนองความต้องการของสังคมและบุคคลเป็นหลัก และให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ให้พลเมืองทุกคนได้รับการศึกษาตามควรแก่อัตภาพ ยกระดับมาตรฐานความรู้ของพลเมืองให้สูงขึ้น เน้นส่งเสริมวิชาชีพมากขึ้น ใช้องค์ประกอบการศึกษา 4 ด้าน คือ จริยศึกษา พลศึกษา พุทธิศึกษา และหัตถศึกษา รูปแบบการเรียนการสอนโดยทั่วไปมีลักษณะการรักษาและถ่ายทอดวัฒนธรรมครูมีบทบาทสำคัญในการเรียนการสอน รัฐจึงตั้งสถาบันในการผลิตครูที่มีคุณภาพออกมาพัฒนาเยาวชน หลักสูตรก็เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ การสอนของครูก็ใช้วิธีให้เนื้อหาให้นักเรียนจำ การศึกษายุคในนี้โดยภาพรวมแล้ว มีแนวคิดหลักคือการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม มีแนวโน้มไปในเชิงวัตถุนิยมและทุนนิยมเป็นอย่างมากจนละเลยหรือลืมเรื่องการพัฒนาด้านอื่นๆที่ต้องควบคู่กันไปอย่างเหมาะสม ดังนั้นจึงมีผลกระทบหลายอย่างที่ตามมา เช่น เกิดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน เกิดชนชั้นในสังคม การคอร์รัปชั่นเป็นต้น อาศัยเหตุดังกล่าวนี้ทำให้รัฐบาลกลับมาทบทวนการจัดการศึกษาของประเทศใหม่ และในที่สุดก็เกิดแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2520 และหลักสูตรประถมศึกษา หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น ฉบับ พ.ศ.2521 เพื่อปรับปรุงการศึกษาของชาติให้สอดคล้องกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทยและโลกปัจจุบัน มีเป้าหมายที่เน้นความเสมอภาค ความเท่าเทียมกันด้านการศึกษา การเข้าถึงโอกาสทางสังคม และยึดหลักการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้ที่ต้องใช้หลักสูตรเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างหลักสูตร เป็นแผนการศึกษาและหลักสูตรฉบับแรกที่มีผู้เกี่ยวข้องในการจัดทำค่อนข้างหลากหลาย เป็นมิติใหม่ทางการศึกษาไทยที่พัฒนาการศึกษาไทยและปฏิรูปการศึกษาไทยให้มีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นต่อไป

                       1.3 การศึกษาไทยยุคอุตสาหกรรมการค้า (พ.ศ.2522-2540)  ในยุคนี้ประเทศไทยมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม การเมืองการปกครอง และการศึกษา และเศรษฐกิจของไทยเปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบผลิตเพื่อยังชีพเลี้ยงชีวิตมาเป็นการผลิตเพื่อการค้าขาย จากเศรษฐกิจแบบพึ่งตนเองมาเป็นระบบเศรษฐกิจที่ขึ้นต่อโลกภายนอกมากขึ้น เปลี่ยนจากระบบเศรษฐกิจที่อิงอาศัยการเกษตรเป็นหลักมาเป็นระบบเศรษฐกิจแบบกึ่งอุตสาหกรรม การเกษตรผสมผสานกับอุตสาหกรรมหรือที่เรียกว่า อุตสาหกรรมการเกษตรวัฒนธรรมวิถีชีวิตของคนไทยในยุคนนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก จากสังคมเกษตรที่มีความผูกพันอาศัยกันด้วยวัฒนธรรมประเพณี รักษาขนบธรรมเนียมเดิมๆของไทย มีการทำบุญตามคติความเชื่อทางศาสนาของตนในแต่ละเดือนอย่างเคร่งครัด เปลี่ยนมาเป็นสังคมกึ่งอุตสาหกรรมมากขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่อิงอาศัยการทำงานกับนายทุนตามโรงงานต่าง ๆ ทำให้เกิดเป็นชุมชนแรงงานต่าง ๆ ขึ้นตามเขตอุตสาหกรรมเหล่านั้น วัฒนธรรมของชาวไทยเปลี่ยนไปเนื่องจากรูปแบบในการดำรงชีวิตได้เปลี่ยนไปตามระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงตามที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับต่างๆกำหนดไว้ ถึงฤดูฝนเกษตรกรกลับมาทำนา พอเสร็จแล้วก็เข้าสู่ตัวเมืองหางานทำตามโรงงานอุตสาหกรรม ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นนี้ล้วนมีผล กระทบต่อการศึกษาทั้งสิ้น จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับอำนาจรัฐ เพราะการศึกษาเป็นเครื่องมือที่ใช้เพื่อให้นโยบายการบริหารประเทศบรรลุผล  สรุปภาพรวมการศึกษาไทยในยุคนี้ได้ดังนี้ (การศึกษาในสังคมไทย, 2554 : ออนไลน์)

                              1.3.1 ความหมายของการศึกษา ในความเข้าใจของผู้จัดการการศึกษานั้น การศึกษาคือเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ การศึกษาเป็นบริการพื้นฐานของรัฐบาลที่จะต้องจัดให้กับประชาชนตามฐานะการเงินการคลังและฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศ การศึกษาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาสังคมทุกด้าน การศึกษาคือกระบวนการสร้างความมั่นคงของชาติ เป็นการสร้างโอกาสการแข่งขันทางเศรษฐกิจในเวทีโลก การศึกษาเป็นวิธีการอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติ การศึกษาคือบันไดก้าวไปสู่ความมั่งคั่ง เป็นหนทางเลื่อนฐานะทางสังคม เลื่อนฐานะทางเศรษฐกิจ การศึกษาเป็นการแข่งขันหาวิชาการและวิชาชีพเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง การศึกษาคือใบเบิกทางให้เข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีประสิทธิภาพทั้งแรงงานภาครัฐและแรงงานภาคเอกชน การศึกษาคือการลงทุนเมื่อจบการศึกษาต้องถอนทุนคืนมาให้ได้
                        
                             1.3.2 เป้าหมายของการศึกษา ในยุคนี้มีเป้าหมายหลักๆ ดังนี้
                                    1.3.2.1 เร่งการผลิตและพัฒนากำลังคน เน้นกำลังคนเพื่อการเข้าสู่ตลาดแรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก

                                    1.3.2.2 แก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม การเมือง ความมั่นคงของชาติที่เกิดจากผลการพัฒนาในช่วงของแผนพัฒนาฯฉบับก่อน

                                    1.3.2.3  ให้ทรัพยากรบุคคลสามารถปรับตัวเองให้ทันกับความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุทั้งนี้ต้องไม่สูญเสียความเป็นตัวเอง ทั้งด้านภาษา ภูมิปัญญา อันเป็นเอกลักษณ์ของไทย

                            1.3.3 วิธีการจัดการศึกษา ในยุคนี้ได้จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์หลายรูปแบบผสมผสานกัน มีทั้งเป็นระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียน การศึกษาตามอัธยาศัยการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต การจัดการศึกษามีทุกลักษณะงาน เช่น การศึกษาวิชาการ วิชาชีพการฝึกอบรมระยะยาว การฝึกอบรมระยะสั้น การฝึกปฏิบัติพิเศษ การศึกษาเฉพาะทาง เช่น นาฏศิลป์ ดนตรี กีฬา ก็มีการจัดการศึกษาให้เป็นการเฉพาะเด็กที่มีความสามารถพิเศษก็ได้รับการสนับสนุนให้ได้รับบริการศึกษาที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเอง หรือกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้พิการทางตา ทางหู ก็มีการขยายโรงเรียนคนตาบอด ตามจังหวัดเป้าหมายใหญ่ๆ หรือจัดตั้งโรงเรียนโสตศึกษาให้ได้เรียนในกลุ่มเปราะบางเหล่านี้มีการจัดการศึกษานอกระบบโรงเรียนให้กับกำลังคนที่เป็นผู้ต้องขัง ทุกระดับ มีการฝึกอาชีพเพื่อเป็นวิชาหาเลี้ยงชีพในอนาคตหลังพ้นคดีออกไปแล้ว นอกจากนี้ ยังจัดการศึกษาสำหรับพระภิกษุ สามเณร และบุคลากรทางศาสนาอีกด้วย

                            1.4 การศึกษาไทยยุคปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ.2540-ปัจจุบัน) ประเทศไทยเผชิญภาวะท้าทายต่อการปฏิรูปการศึกษา เช่น สมรรถนะและศักยภาพในการแข่งขันของคนไทยด้อยกว่าหลายประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งสังคมไทยเผชิญปัญหานานัปการ เช่น ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ความยากจน ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนความเสื่อมถอยทางศีลธรรมและทางวัฒนธรรม ปัญหายาเสพติด ฯลฯ และที่สำคัญยิ่งกว่าเหตุผลที่กล่าวมาคือระบบการศึกษาไทยยังมีข้อจำกัดและข้ออ่อนด้อยอยู่มาก ปรับตัวไม่ได้ ทำให้ไม่มีบทบาทและพลังที่จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและคุณภาพของคนไทย ไม่ว่าจะเป็นการพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของวิทยาการ ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ หรือการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมบนฐานความรู้ หรือการรักษารากฐานทางวัฒนธรรมไทย การลงทุนทางการศึกษาจึงไม่ได้ผลที่คุ้มค่าเป้าหมายการศึกษาในอดีตเน้นด้านปริมาณมากเกินไป ผู้เรียนเรียนเพื่อตนเองและตอบสนองเฉพาะตลาดแรงงาน เป็นแต่เพียงนักคิด เปลี่ยนมาเน้นเรื่องคุณภาพและมีดัชนีชี้วัดว่าจะวัดคุณภาพได้อย่างไร โดยให้เหมาะกับยุคสมัยและเหตุการณ์โลก ทำให้คนรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต รู้จักชีวิต เข้าใจชีวิตที่งดงามและมีคุณค่า มีจิตสำนึกสาธารณะในการช่วยเหลือผู้อื่นและเป็นทั้งนักคิดและนักปฏิบัติด้านองค์ประกอบทางการศึกษา ในอดีตเน้นผู้เรียนให้เป็นคนมีความรู้อย่างเดียวและเรียนตามกระแส ไม่ได้สร้างคนให้เป็นเลิศทางปัญญาและวิชาการ และเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรมจึงปฏิรูปเพื่อให้ผู้เรียนมีทั้งความรู้ ทักษะและลักษณะชีวิตอย่างสมดุล เช่น ต้องทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวมบ้างให้ช่วยงานสาธารณะประโยชน์ของโรงเรียนตามศักยภาพ ซึ่งจะทำให้เป็นคนที่นึกถึงผู้อื่นตั้งแต่ยังเด็ก และควรหาวิธีช่วยให้ผู้เรียนพบความถนัดของตนอย่างแท้จริง

                           วิธีการจัดการศึกษา พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 กำหนดให้สถานศึกษาร่วมกับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชนองค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการและสถาบันสังคมชุมชนอื่นๆ ร่วมกันส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน โดยการ “จัดกระบวนการเรียนรู้ในชุมชน” เป็นการย้ำให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ปลายทางของการศึกษาที่ต้องทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็งให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามความหมายของการศึกษาที่สมบูรณ์แบบตามนโยบายการศึกษา และพระราชบัญญัติการศึกษาได้กำหนดแนวทางการจัดการศึกษา ต้องยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุดการประเมินผลผู้เรียน ให้สถานศึกษาพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียนความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการทดสอบ ส่วนการจัดสรรโอกาสเข้าศึกษาต่อ ให้ใช้วิธีการที่หลากหลายและนำผลการประเมินผู้เรียนมาใช้ประกอบด้วยหลักสูตรการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท ต้องมีความหลากหลาย โดยส่วนกลางจัดทำหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน เน้นความเป็นไทยและความเป็นพลเมืองดี การดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อและให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดทำหลักสูตรในส่วนที่เกี่ยวกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และคุณลักษณะของสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชนสังคมและประเทศชาติสำหรับหลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษาเพิ่มเรื่องการพัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูงและการนคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาองค์ความรู้

                   2. ค่านิยมทางการศึกษา 

                   วิทย์ วิศทเวทย์ (2544 : 7-12) ได้ให้ความเห็นถึงค่านิยมทางการศึกษาไทยในยุคการปกครองระบอบประชาธิปไตย (พ.ศ.2475 –ปัจจุบัน) โดยสังเขปดังนี้

                          2.1 สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ค่านิยมทางการศึกษา มีดังนี้ คือการศึกษาของชายและหญิงไม่แตกต่างกัน ประชาชนไม่นิยมเรียนวิชาชีพ การศึกษามุ่งให้อ่านหนังสือออกมากกว่าการอบรมด้านจริยธรรม คุณธรรม

                          2.2 สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จนถึง พ.ศ.2525 ค่านิยมทางการศึกษา มีดังนี้ เห็นความสำคัญของการเรียนหนังสือมาก การศึกษาของหญิงและชายไม่แตกต่างกัน นิยมเรียนสายสามัญมากกว่าสายอาชีพ การยกย่องปริญญาบัตรหรือวุฒิบัตร นิยมยกย่องผู้ที่เรียนจบจากต่างประเทศ การศึกษาคือการเลื่อนชั้นทางสังคม นิยมสถานศึกษาที่มีชื่อเสียง

                          2.3 ค่านิยมทางการศึกษาของไทยในปี พ.ศ.2526 ถึงปัจจุบันมีดังนี้ การศึกษาทำให้มีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ผู้ที่เรียนสูงกว่ามีโอกาสได้งานทำที่ดีกว่า การศึกษาเป็นการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมการศึกษาช่วยให้มีชีวิตอยู่ได้ในสังคมปัจจุบัน การศึกษาช่วยยกฐานะทางสังคม

                   3. ปัจจัยของไทยที่มีอิทธิพลต่อการจัดการศึกษา

                          3.1 นโยบายการจัดการศึกษาของคณะราษฎร์ ประเทศไทยได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 คณะราษฎร์ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่รวมตัวกันเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้วางเป้าหมายสำคัญหรืออุดมการณ์ของคณะราษฎร์ มีปรากฏอยู่ในหลัก 6 ประการ ข้อที่ 6 จะ ต้องให้การศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร เพราะคณะราษฎร์มีความเห็นว่าการที่จะให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจเรื่อง การปกครองระบอบประชาธิปไตย จำเป็นต้องจัดการศึกษาให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง เมื่อประชาชนมีการศึกษาดีย่อมจะทำให้ประเทศชาติเจริญขึ้นด้วย ดังจะเห็นได้จากคำแถลงนโยบายของรัฐบาลพระยามโนปกรณ์นิติธาดา พ.ศ.2475 กล่าวไว้ว่า “….การ จัดการศึกษาเพื่อจะให้พลเมืองได้มีการศึกษาโดยแพร่หลาย ก็จะต้องอนุโลมตามระเบียบการปกครองที่ให้เข้าลักษณะเกี่ยวกับแผนเศรษฐกิจ แห่งชาติ หลักสูตรของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยจะต้องขยายให้สูงขึ้นเท่าเทียมอารยประเทศ ในการนี้จะต้องเทียบหลักสูตรของนานาประเทศ หลักสูตรใดสูงถือตามหลักสูตรนั้น” (เดชา  สุพรรณทอง,  2544 :  ออนไลน์) รัฐบาล ชุดต่อ ๆ มาก็ได้พยายามที่จะได้จัดการศึกษาให้ทั่วถึงในหมู่ประชาชนทั่วไป ถ้าวิเคราะห์ดูจากคำแถลงนโยบายของรัฐบาลพบว่า ได้ตั้งความหวังเรื่องการศึกษาไว้สูงเกินไปจะให้เท่าเทียมอารยประเทศ ซึ่งสภาวการณ์ในประเทศขณะนั้นยังไม่มีความพร้อม

                          3.2 การเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง พ.ศ.2484 - พ.ศ.2488  ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนต่อประเทศไทยอย่างรุนแรงทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยได้รับความเสียหาย อันสืบเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่สอง จึงจำเป็นต้องกู้เงินจากธนาคารโลกเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาประเทศ  และประเทศไทยสมัครเป็นสมาชิกองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ทำให้ประเทศไทยได้รับความช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ตลอดจนแนวคิดใหม่ ๆ มาใช้ในการพัฒนาประเทศ ทำให้แนวคิดทางการศึกษาของไทยเริ่มเปลี่ยนแปลงจากเดิมเป็นอย่างมาก

                        4. วิวัฒนาการการจัดการศึกษา มีดังนี้

                            4.1 มีการประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแล้ว โดยจัดตั้งคณะกรรมการการศึกษาและทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ๆ ให้ตั้งสภาการศึกษา พ.ศ.2475 ประกาศใช้แผนการศึกษาชาติ ต่อมามีการปรับปรุงการจัดการศึกษาภาคบังคับจาก 6 ปี เหลือ 4 ปี และประกาศใช้แผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2479

                             4.2 การมอบให้ท้องถิ่นจัดการศึกษา พ.ศ.2476 และยกฐานะท้องถิ่นขึ้นเป็นเทศบาล ตราพระราชบัญญัติเทศบาลขึ้น และเทศบาลได้จัดการศึกษาอย่างแท้จริงใน พ.ศ.2478

                             4.3 การปรับปรุงหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบในการจัดการศึกษาและเหตุการณ์สำคัญทางการศึกษา ดังเช่น

                                - ปี พ.ศ.2476 มีการปรับปรุงส่วนราชการในกระทรวงธรรมการและประกาศตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง     
                               - ปี พ.ศ.2477 โอนคณะนิติศาสตร์ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปสมทบกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง     
                               - ปี พ.ศ.2478 ประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษาทั่วประเทศ    
                               - ปี พ.ศ.2488 ประกาศใช้พระราชบัญญัติครูพุทธศักราช 2488
                               - ปี พ.ศ.2494 มีการประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 1                           
                               - ปี พ.ศ.2503 ประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 2
                               - ปี พ.ศ.2520 ประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 3

                            4.4 การจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  การปฏิวัติเมื่อเดือนตุลาคม 2501 ได้มีการจัดทำและนำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมมาใช้ ซึ่งต่อมาได้ยุบเลิกและจัดตั้งสภาการศึกษาขึ้นมาแทน สภานี้ได้พิจารณาเสนอแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2503 ขึ้นมา เป็นผลให้การศึกษาในระยะหลังได้เปลี่ยนไปอย่างมาก การศึกษาได้ขยายตัวขึ้นทุกระดับ เพราะประเทศกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา จึงจำเป็นจะต้องส่งเสริมให้พลเมืองได้รับการศึกษาที่ดีขึ้น เพื่อจะได้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพสามารถเพิ่มรายได้ของตน และช่วยยกฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศให้สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้รัฐบาลจึงได้ให้สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเรื่อยมา ดังนี้ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504 - พ.ศ.2509) ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2510 - พ.ศ.2514) ฉบับที่ 3 (พ.ศ.2515 - พ.ศ.2519 ) ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2520 - พ.ศ.2524) ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525 - พ.ศ.2529) ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530 - พ.ศ.2534) ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535 - พ.ศ.2539) ฉบับที่ 8 (พ.ศ.2540 - พ.ศ.2544) ฉบับที่ 9 (พ.ศ.2545 – พ.ศ.2549) และปัจจุบันฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550–พ.ศ.2554) กำลังดำเนินการร่างฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-พ.ศ.2559) (สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ,  2554  :  ออนไลน์)

                             4.5 การขยายสถานศึกษาสู่ภูมิภาค การจัดการศึกษาของประเทศไทยในสมัยการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีการขยายสถานศึกษาทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค  โดยเฉพาะในส่วนภูมิภาค  เช่น ปี พ.ศ.2503 เริ่มก่อสร้างและจัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และรับนิสิตในปี พ.ศ.2507 ปี พ.ศ.2507 เริ่มก่อสร้างมหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี พ.ศ.2509 เริ่มก่อสร้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  เนื่องจากมีผู้สนใจศึกษาในระดับอุดมศึกษามากขึ้นในปี พ.ศ.2514  มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งแรก  และในปี พ.ศ.2521 ตั้งมหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมาธิราชเป็นมหาวิทยาลัยเปิดแห่งที่สอง

                             4.6 การประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ  ประเทศไทยประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ  มาแล้ว 10 ฉบับ ดังนี้ แผนการศึกษาแห่งชาติ  ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2509) แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2504-2509) แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ.2510-2514) แผนการศึกษาแห่งชาติ  ฉบับที่  3  (พ.ศ.2514-2519) แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 4 (พ.ศ.2520-2524) แผนการศึกษาแห่งชาติ  ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2525-2529) แผนการศึกษาแห่งชาติ  ฉบับที่ 6 (พ.ศ.2530-2534) แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ.2535-2539) แผนการศึกษาแห่งชาติ  ฉบับที่  8  (พ.ศ.2540-2544) แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่  9 (พ.ศ.2545-2549) แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) และปัจจุบันแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง  (พ.ศ.2552-2559)

                            4.7 การประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 43 ได้บัญญัติสิทธิและเสรีภาพด้านการศึกษาของปวงชนชาวไทยไว้ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้ อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ” (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540,  2540 : 10)  และในบทเฉพาะกาลมาตรา 335(3) ได้กำหนดให้รัฐจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีภายในเวลาห้าปี หลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ดังนั้นรัฐจะต้องดำเนินการตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ และต้องเตรียมการให้พร้อม ที่จะจัดการศึกษา ขั้นพื้นฐาน 12 ปี อย่างทั่วถึงมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540,  2540 : 98) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ซึ่งถือเป็นกฎหมายการศึกษาฉบับแรกของไทยที่กำหนดแนวทางการจัดการศึกษาพื้นฐานให้แก่ประชาชนชาวไทย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มีการแก้ไขเพิ่มเติม 2 ครั้ง  คือ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2553   

                             4.8 การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญเกือบทุกฉบับมีการกำหนดมาตราที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไว้  ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยประทศไทยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ ดังนี้ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย,  2554  :  ออนไลน์)

                                  - ฉบับที่ 1  พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475
                                  - ฉบับที่ 2  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475
                                  - ฉบับที่ 3  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489
                                  - ฉบับที่ 4  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2490
                                  - ฉบับที่ 5  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2492
                                  - ฉบับที่ 6  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475  แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495
                                  - ฉบับที่ 7  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502
                                  - ฉบับที่ 8  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511
                                  - ฉบับที่ 9  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515
                                  - ฉบับที่ 10  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517
                                  - ฉบับที่ 11  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519
                                  - ฉบับที่ 12  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520
                                  - ฉบับที่ 13  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521
                                  - ฉบับที่ 14  ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534
                                  - ฉบับที่ 15  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534
                                  - ฉบับที่ 16  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540
                                  - ฉบับที่ 17  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช2549
                                  - ฉบับที่ 18  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

                             รัฐธรรมนูญพ.ศ.2540 ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษามีมาตราที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาโดยตรง 2 มาตรา คือ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540, 2540 :  10, 16)    
                               - มาตรา 43 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า สิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่าย การจัดการศึกษาอบรมของรัฐต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชน ทั้งนี้ตามที่ กฎหมายบัญญัติ การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพและเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ 
                               - มาตรา 81 รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุน ให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ  ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม สร้างเสริมความรู้ และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปวิทยาการต่าง ๆ เร่งรัดพัฒนา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ

                     มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้ฉบับเดียวที่ระบุให้มีกฏหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ(มาตรา 81) ซึ่งมีผลทำให้เกิดพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และกฏหมายการศึกษาอื่นอีกหลายฉบับ ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ของการปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญของเมืองไทยยุคหนึ่ง

                     รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มีสาระที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ระบุเอาไว้ส่วนที่ 8 สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา มี 2 มาตรา คือ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550, 2550 : 15)

                        - มาตรา 49 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า สิบสองปีที่รัฐจะ ต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ
                         - มาตรา 50 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการย่อมได้รับการคุ้มครอง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

 
หลักและระบบบริหารการศึกษาไทยในอนาคต

           1. ปัญหาการศึกษาของไทย

                 1.1 การจัดการศึกษาในปี 2549-2552 ประชาชนไม่ได้มีโอกาสรับการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประชากรที่มีโอกาสได้เรียนระดับก่อนประถมศึกษาและประถมศึกษา ยังมีสัดส่วนต่ำลงกว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้วด้วย จำนวนผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ
                 1.2 ในด้านประสิทธิภาพและความเสมอภาคในการจัดสรรทรัพยากรเพื่อการจัดการศึกษา พบว่ายังไม่สามารถจัดการศึกษาระดับพื้นฐานให้ประชาชนเรียนได้อย่างถ้วนหน้าได้ เพราะการยกเว้น ค่าเล่าเรียนอย่างเดียวไม่ได้ช่วยให้คนจนมีโอกาสได้เรียนจนจบได้
                  1.3 ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารจัดการศึกษา ปัญหาที่สำคัญ คือ ผลสัมฤทธิ์การศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยรวมแล้วได้คะแนนต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ
                  1.4 การจัดการศึกษา ควรมุ่งตอบสนองความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ คือ การผลิตแรงงานทั้งในสาขาที่เป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน เช่น ช่างฝีมือ นักวิชาชีพต่าง ๆ และสาขาที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ เช่น เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพอิสระรายย่อย  ผู้ทำงานด้านภาครัฐและสังคมประชาอย่างใกล้เคียงกับความต้องการ  ปัจจุบันมีปัญหาคนจบมหาวิทยาลัยที่ว่างงานเป็นสัดส่วนสูงขึ้น แต่แรงงานอาชีวะระดับกลางและระดับสูง (ปวช. และ ปวส.) ยังขาดแคลน

                   1.5 ปัญหาคอขวดในการปฏิรูปการศึกษาที่สำคัญ คือ

                         1.5.1 ไม่ได้มีแรงผลักดันมาจากภาคประชาชน และภาคการเมืองอย่างจริงจังเป็นเพียงการเสนอการปฏิรูปภายในกลุ่มผู้บริหารในกระทรวง
                         1.5.2 การขาดภาวะผู้นำที่ตระหนักถึงรากเหง้าและความสำคัญของปัญหาการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบ  องค์รวม  และรู้จักจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนของปัญหา เพื่อก่อให้เกิดแกนนำในการเปลี่ยนแปลงที่จะไปผลักดันการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบได้
                         1.5.3 ประสบการณ์ของประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมชี้ว่า  การพัฒนาการศึกษาและวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นประสบความสำเร็จมากกว่าประเทศอื่น ๆ ประเทศไทยได้จัดสรรงบประมาณให้การศึกษาเป็นสัดส่วนสูง  แต่เป็นการพัฒนาเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพ

                   2. อนาคตภาพของสังคมโลก สังคมไทย คนไทย และการศึกษายุคใหม่

                        2.1 สังคมโลกในอนาคตจะมีระบบเศรษฐกิจ  ฐานความรู้  และการค้าแบบไร้พรมแดนมีความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสื่อสาร เป็นอย่างมาก สังคมโลกจะแคบลง มีการลื่นไหลระหว่างวัฒนธรรมมากขึ้น  และการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตยจะได้รับการนิยมและเป็นที่ยอมรับทั่วโลก   
                        2.2 สังคมไทยยุคใหม่    

                            2.2.1 สังคมไทยจะเป็นสังคมเข้มแข็งและมีคุณภาพ  เป็นสังคมที่ยึดหลักความสมดุล และพึ่งตนเองได้ และเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ มีการปรับเปลี่ยนระบบโครงสร้างการบริหาร การเมืองการปกครองและการจัดการศึกษาให้มีการกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น โดยการเปิดโอกาสให้ทุกส่วนของสังคมมีส่วนร่วมอันจะเป็นระบบที่เอื้อต่อการพัฒนาสังคมไทยที่ยั่งยืน มีการผสมกลมกลืนระหว่างเทคโนโลยีสมัยใหม่กับภูมิปัญญาไทยอย่างสมบูรณ์.       
                           2.2.2 สังคมไทยจะเป็นสังคมสมานฉันท์และเอื้ออาทร เป็นสังคมที่รักใคร่ สามัคคี มีความร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกัน          
                           2.2.3 สังคมไทยจะมีระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ตามหลักปรัชญาพอเพียง เป็นสังคมที่สร้างสรรค์ความรู้  ใช้ความรู้และนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา มีการบริหารองค์กรเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และดำเนินการในลักษณะเครือข่าย ประชากรจะมีสภาพความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เป็นผู้รักการอ่าน  มีความรู้กว้างขวาง และมีฉันทะใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต      
                            2.2.4 ประเทศไทยจะมีบทบาทสูงขึ้นในประชาคมโลก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสังคมโลกอยู่บนพื้นฐานมีศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมกัน ประเทศมีความสามารถในการแข่งขันและร่วมมือกับประคมโลก  อย่างไรก็ดีถ้าประเทศไทยยังไม่มีการปรับเปลี่ยนแนวความคิด ไม่มีการปฏิรูประบบโครงสร้างการบริหารการเมือง การปกครอง และระบบการศึกษา เพื่อพัฒนาคนและสังคมไทยให้ยั่งยืนแล้ว  อนาคตภายในทางลบของสังคมไทยจะเป็นสังคมที่อ่อนแอแข่งขันไม่ได้ คนไทยมีคุณภาพต่ำ  ความไหลบ่าของวัฒนธรรมต่างชาติจะทำให้คนไทยขาดความภาคภูมิใจในความเป็นคนไทย และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าไม่ทันเหตุการณ์
                           2.2.5 คนไทยยุคใหม่  คนไทยยุคปฏิรูปการศึกษาจะเป็นผู้มีความรู้คู่คุณธรรม และมีความสุข  เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรมมีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต  สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข  เป็นคนไทยที่มองกว้าง คิดไกล ใฝ่สูง  มุ่งทำงาน และชาญชีวิต เป็นผู้ที่คิดเป็น ทำเป็น คิดสร้างสรรค์และรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็น ผู้ที่สามารถสร้างความรู้ใหม่ ประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ รักการทำงาน และมีพลวัตในตนเองสูง เป็นคนไทยที่มีมาตรฐานสากล คือเป็นผู้มีความสามารถทางด้านภาษาสากล  เทคโนโลยีสื่ออิเล็กทรอนิกส์ มีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมนานาชาติ มีค่านิยมสากล และสามารถบูรณาการวิถีชีวิตไทยกับสังคมสากลได้อย่างมีความสุข
                          2.2.6 การศึกษาไทยยุคใหม่ เพื่อให้มีการพัฒนาคนไทยยุคใหม่ เพื่อมีชีวิตที่มีคุณภาพในสังคมไทยยุคใหม่ ภายใต้บริบทสังคมโลกใหม่ การศึกษาไทยยุคใหม่มีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้             

                              2.2.6.1 เป็นการศึกษาที่มุ่งสร้างคน สร้างงาน และสร้างชาติ เป็นการศึกษาแบบองค์รวมและบูรณาการ เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ศาสนา และการเมือง เพื่อพัฒนาประเทศยั่งยืน   

                              2.2.6.2  มุ่งสั่งสมทุนปัญญาไทยและทุนปัญญาโลก        

                              2.2.6.3  เน้นผลต่อผู้เรียน ทั้งในระดับนโยบายและระดับการเรียนการสอน โดยกำหนดนโยบายการศึกษาที่คำนึงถึงประโยชน์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามวิถีที่ถนัดและสนใจ เรียนอย่างสนุก เล่นให้ได้ความรู้ และมีความสุขกับการเรียน ครูสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ เกิดความเชื่อมั่นในตนเองและมีความสุขกับการทำงาน.  

                              2.2.5.4 มุ่งยกระดับแรงงงาน ให้เป็นแรงงานคุณภาพ knowledge workers) ที่เข้มแข็ง และแข่งขัน  

               ในมาตรา 8 ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้ยึดหลัก 3 ประการในการจัดการศึกษา คือเป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมาตรา 9 ได้กำหนดหลักการสำคัญในการจัดระบบโครงสร้างและกระบวนการจัดการศึกษาไว้ 6 ประการ คือ    

                   1. มีเอกภาพด้านนโยบายและมีความหลากหลายในการปฏิบัติ   
                   2. มีการกระจายอำนาจสู่เขตพื้นการศึกษา สถานศึกษา และองค์ปกครองส่วนท้องถิ่น   
                   3. มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ และประเภทการศึกษา 
                   4. มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา และการพัฒนาครูคณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง.  
                   5. ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา  
                   6. การมีส่วนร่วมของบุคคลครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น จะเห็น ได้ว่า หลักการจัดการศึกษาในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2532 สอดคล้องกับหลักการจัดการศึกษายุคใหม่ เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นคนไทยยุคใหม่ที่มีคุณภาพ คุณธรรม และคุณค่าแก่สังคมไทย และสังคมโลก มีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข

           3. เหตุผลและความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษา

                   3.1 คุณภาพการศึกษาตกต่ำไม่ทันโลก แข่งขันไม่ได้  กล่าวคือ ความสามารถในการแข่งขันสู้ประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ ผู้สำเร็จการศึกษามีคุณภาพต่ำ คิดไม่เป็น ทำไม่ได้ แก้ปัญหาไม่ได้ ไม่รักการเรียนรู้ เป็นแรงงานที่มีคุณภาพต่ำ การเรียนการสอนไม่ได้เน้นความสามารถสากลเท่าที่ควร ขาดการอบรมบ่มนิสัย ไม่ได้ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและภูมิปัญญาไทยอย่างเพียงพอ ทั้งนี้เพราะคุณภาพครูส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐาน และหลักสูตรการเรียนการสอนและการประเมินผลผู้เรียน เน้นวิชาและครูเป็นตัวตั้ง ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ผู้เรียน การเรียนการสอนไม่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง เน้นการท่องจำ แต่ไม่เน้นการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และการคิดริเริ่มสร้างสรรค์.   

                   3.2 การเข้ารับการศึกษาไม่กว้างขวาง ไม่ทั่วถึง และไม่เป็นธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำในโอกาสการเข้ารับการศึกษา และคุณภาพการศึกษาที่ได้รับ กล่าวคือคนไทยมีการศึกษาเฉลี่ยเพียง 7.1 ปี แรงงานอายุ 13 ปีขึ้นไป (48 ล้านคน) ร้อยละ 68 มีการศึกษาระดับประถมศึกษาหรือต่ำกว่า มีประชาชนอายุ 13-24 ปี ซึ่งเป็นคนในวัยเรียน ถึง 7.1 ล้านคน ที่ยังอยู่นอกระบบการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีคนที่พลาดโอกาสและด้อยโอกาสที่จะเข้ารับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีจำนวนมาก เช่น เด็กพิการอายุ 6-17 ปี มีถึงร้อยละ 80 พลาดโอกาสเข้ารับการศึกษา   

                   3.3 การศึกษาแปลกแยกจากสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม  การศึกษาที่จัดอยู่ในปัจจุบันเป็นการศึกษาแบบแยกส่วน ไม่สอดคล้องกับการดำรงชีวิตในสังคม อีกทั้งการศึกษาขาดการบูรณาการเชื่อมโยงกับด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรมเข้าไว้ในกระบวนการเรียนรู้อย่างเหมาะสมทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาอ่อนด้อยทางคุณภาพ และจริยธรรม และขาดความภูมิใจในศิลปะและภูมิปัญญาไทย ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งก็การดำรงอยู่ และความมั่นคงสถาพรของชาติไทย

                   3.4 การบริหารจัดการศึกษาขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ในปัจจุบันมีการบริหารรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง มีการจัดองค์กรซ้ำซ้อน สายบังคับบัญชายาว ไม่มีเอกภาพด้านนโยบาย และมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรต่ำ ขาดการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม วิชาชีพครูตกต่ำ จึงไม่ได้คนดีคนเก่งมาเป็นครู, สังคมขาดศรัทธาและความเชื่อมั่นในวิชาชีพครู ขาดการพัฒนานโยบายอย่างต่อเนื่อง, ขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ และขาดความเชื่อมโยงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชน        

                   การศึกษาในปัจจุบันมีปัญหาจึงทำให้เกิดวิกฤตทางปัญญาแล้วพาให้เกิดวิกฤตชาติ การแก้วิกฤตต้องทำหลายอย่าง รวมทั้งการรักษาสมมติฐานด้วยยุทธศาสตร์ทางปัญญาและการปฏิรูปการศึกษาเพื่อความเข้มแข็งทางปัญญาโดยรอบด้านโดยเร็ว การปฏิรูปการศึกษาจึงเป็นวาระเร่งด่วนของชาติ

           4. ประเด็นสำคัญที่ต้องปฏิรูปการศึกษา       

                   พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2542 เป็นต้นมา ถือได้ว่าเป็นกฎหมายแม่บทที่เป็นเสมือนธรรมนูญการศึกษาของประเทศ การจัดการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท ทุกรูปแบบต้องดำเนินการโดยยึดพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับนี้เป็นหลัก พระราชบัญญัติฉบับนี้ถือเป็นกฎหมายปฏิรูปการศึกษา เพราะได้กำหนดประเด็นเรื่องสำคัญครอบคลุมการศึกษาทั้งระบบที่ต้องปฏิรูปและกำหนดเงื่อนเวลาด้วย เช่น เรื่องส่วนใหญ่จะต้องปฏิบัติ 3 ปี คือ ภายในวันที่ 20 สิงหาคม 2545  บางเรื่องก็ให้เวลามากกว่านั้นคือ เรื่องการประกันคุณภาพการศึกษาจากภายนอก ซึ่งให้เวลาไว้ถึง 6 ปี ในการปฏิรูปการศึกษาตามพระราชบัญญัตินี้ได้กำหนดหน่วยงานรับผิดชอบไว้ด้วย ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ และองค์การมหาชนเฉพาะกิจคือสำนักงานปฏิรูปการศึกษา เพื่อจัดทำกฎหมายปฏิรูปการศึกษาในหมวด 5 ว่าด้วยโครงสร้างและระบบการศึกษา หมวด 7 ว่าด้วยระบบครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา และหมวด 8 ว่าด้วยทรัพยากรละการลงทุนทางการศึกษา          

                      ในเรื่องสารบัญญัติที่สำคัญต้องถือว่าการปฏิรูปการเรียนรู้ในหมวด 4 เป็นหัวใจการปฏิรูปการศึกษา ทั้งนี้เพราะระบบการศึกษาที่ผ่านมาไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา หรือคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนเท่าที่ควร ทำให้คุณภาพของไทยไม่สามารถแข่งขันได้ แต่จะทำเฉพาะปฏิรูปการเรียนรู้ ก็จะไม่บังเกิดผลเท่าที่ควรจำเป็นต้องปฏิรูปเรื่องอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกันกับการปฏิรูปการเรียนรู้  โดยเฉพาะการปฏิรูปหลักสูตรและการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การประกันคุณภาพสื่อและเทคโนโลยีการศึกษา และปฏิรูปครูและบุคลากรทางการศึกษา นอกจากนี้เพื่อให้การปฏิรูปการเรียนเป็นไปได้อย่างสมบูรณ์และได้ผลยั่งยืน จึงจำเป็นต้องปฏิรูปทรัพยากรและการลงทุนทางการศึกษา และการปฏิรูปโครงสร้างและการบริหารการจัดการศึกษา เพื่อมุ่งเน้นการปฏิรูปการเรียนรู้ที่มุ่งผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาเป็นคนไทยที่มีคุณภาพและคุณธรรมเข้มแข็งและแข่งขันได้ แนวทาง การปฏิรูปการจัดการศึกษาคือเพื่อสร้างคุณภาพและความเป็นธรรม

                   4.1 ปฏิรูปโครงสร้างบริหารการศึกษา  ให้โปร่งใสมีประสิทธิภาพและมีวิสัยทัศน์เพื่อส่วนรวมเพิ่มขึ้น  โดยลดขนาดและลดบทบาทของการบริหารแบบรวมศูนย์อยู่ที่ส่วนกลาง คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงด้วยการส่งเสริมให้มีการกระจายและอำนาจในเรื่องการบริหารจัดการศึกษาของชาติเพิ่มขึ้น เช่น จัดตั้งคณะกรรมการสภาการศึกษาแห่งชาติ และคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ ที่เป็นองค์กรอิสระของผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกลางปลอดจากอำนาจของนักการเมืองและข้าราชการชั้นสูงในกระทรวงศึกษาธิการ กระจายการจัดการศึกษาไปสู่องค์กรปกครองท้องถิ่น  ภาคธุรกิจเอกชนและองค์กรสังคมประชาอื่น ๆ  เป็นสัดส่วนสูงขึ้น ส่วนการบริหารสถานศึกษาของภาครัฐควรพัฒนาให้โรงเรียนที่พร้อมเป็นนิติบุคคล  บริหารตนเองได้ แต่จะต้องพัฒนาระบบตรวจสอบดูแลช่วยเหลือด้านคุณภาพจากฝ่ายวิชาการของกระทรวงศึกษา สำนักรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สมาคมวิชาการและสมาคมวิชาชีพ

                         การกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่การศึกษาและคณะกรรมการครูอาจารย์ชุดต่าง ๆ เช่น คุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู (สก.สค.) ก.ค.ศ. และอ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษา ยังมีปัญหา เพราะมีการคัดเลือกไขว้กันไปมาแบบมุ่งรักษาประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก ติดอยู่ในระบบราชการแบบรวมศูนย์อำนาจจากบนลงล่าง  และระบบการเมืองแบบเล่นพวกและใช้อำนาจ แนวทางแก้ไข คือควรให้มีการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาโดยตรง และจัดให้มีระบบตรวจสอบคานอำนาจผู้บริหาร โดยสมาคมผู้บริหาร สมาคมครูอาจารย์ สมาคมวิชาชีพด้านต่าง ๆ รวมทั้งสหภาพครูอาจารย์ที่มุ่งผลของงานและประโยชน์ของนักเรียนเป็นด้านหลัก และควรให้สถานศึกษากำหนดหลักสูตร  กระบวนการเรียนการสอนได้อย่างยืดหยุ่นขึ้น โดยให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา(สมศ.)  ซึ่งเป็นองค์กรมหาชนเป็นผู้ประเมินและรับรองมาตรฐานของสถาบันการศึกษา และให้ข้อมูลข่าวสารต่อผู้บริโภคเพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านคุณภาพ การที่จะทำให้เกิดสิ่งนี้ได้ ควรเปลี่ยนจากการที่รัฐบาลเคยจัดสรรงบประมาณไปให้ที่สถาบันการศึกษาของรัฐโดยตรงทั้งหมด มาเป็นจัดสรรให้สถาบันการศึกษาบางส่วนและบางส่วนอุดหนุนผู้เรียนโดยตรง  โดยจ่ายเป็นคูปองการศึกษาให้ผู้เรียนเลือกไปจ่ายให้สถานศึกษาใดๆ ก็ได้แทน และควรมีคณะกรรมการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณเพื่อการศึกษา  ที่ดูแลภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้มีการวางแผนที่มีการกระจายการลงทุนทางการศึกษาแก่ท้องถิ่นต่าง ๆ  อย่างทั่วถึง เป็นธรรม โดยควรชะลอการขยายตัวของสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ในกรุงเทพและเมืองใหญ่  เพิ่มงบประมาณให้สถาบันการศึกษาขนาดกลางและขนาดเล็ก ในจังหวัดและอำเภอรอบนอก ให้ครูอาจารย์ในโรงเรียนรอบนอกมีแรงจูงใจในด้านผลตอบแทน และงบความก้าวหน้าในระยะยาวเพิ่มขึ้น  เพื่อยกระดับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศให้มีคุณภาพใกล้เคียงกับสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ในเมืองใหญ่  นอกจากนี้แล้วต้องปฏิรูประบบงบประมาณให้รัฐสามารถจ่ายเงินอุดหนุนให้สถานศึกษาแบบต่าง ๆ ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาโดยตรงได้อย่างยืดหยุ่นคล่องตัวเพิ่มขึ้นด้วย จะได้เพิ่มการแข่งขันในเชิงคุณภาพ และเพิ่มทางเลือกการศึกษาที่หลากหลาย

                 4.2 ลงทุนปฏิรูปการศึกษาปฐมวัยของเด็กวัย 3–5 ปี ทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีคุณภาพต่ำอย่างเร่งด่วน เด็กวัย 1–5 ปี เป็นวัยที่สำคัญที่สุดในกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาตนเองของมนุษย์  สมองของเด็กช่วงนี้มีโอกาสเรียนรู้ได้เร็วที่สุดและมากที่สุด และสมองในช่วงนี้พัฒนาได้สูงถึง 80% ของการพัฒนาสมองทั้งชีวิต รัฐควรจัดตั้งโรงเรียนพ่อแม่สำหรับพ่อแม่ที่มาฝากครรภ์ในทุกโรงพยาบาล  โดยควรให้ทุนสนับสนุนแก่พ่อแม่ที่ยากจนด้วย  เพื่อให้พ่อแม่รู้จักวิธีที่จะดูแลลูกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และเลี้ยงลูกให้ฉลาดรอบด้านและมีพัฒนาการทางอารมณ์ที่ดี โรงเรียนพ่อแม่ควรมีบุคลากรประจำคอยติดตามให้คำแนะนำแก่พ่อแม่ที่มีลูกเล็กอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง

                     ควบคู่กันไปคือการพัฒนาศูนย์ดูแลเด็กเล็กให้มีพี่เลี้ยง/ครูและการบริการที่มีคุณภาพเพิ่มขึ้น  โดยรัฐควรจัดสรรงบฝึกอบรมและให้พี่เลี้ยง/ครูมีความรู้ด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ของเด็กและให้การสนับสนุนพวกเขาให้เงินเดือนสูงพอสมควร  และสนับสนุนให้ศูนย์ต่างๆ บริการได้อย่างมีคุณภาพใกล้เคียงกันทั่วประเทศ สำหรับศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาลของเอกชนที่ดีอยู่แล้ว รัฐอาจจะส่งเสริมแบบทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายและจ่ายเงินเป็นคูปองช่วยเหลือพ่อแม่ให้ส่งลูกเข้าโรงเรียนเอกชนที่ทำได้อย่างมีคุณภาพอยู่แล้วได้ โดยรัฐไม่จำเป็นต้องจัดตั้งใหม่แบบซ้ำซ้อน

                    การจะปฏิรูปให้ศูนย์เด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลมีคุณภาพจะต้องร่วมมือกับหลายฝ่ายการโอนอำนาจการบริหารจัดการให้องค์กรท้องถิ่น  เช่น  อบต.ถูกต้องในเชิงหลักการกระจายอำนาจแต่ในความเป็นจริง ต้องยอมรับความเป็นจริงว่าว่าอบต.แต่ละแห่งมีความรู้ความสามารถ ประสิทธิภาพและความซื่อตรงต่างกันมาก  ในขณะที่ อบต.ส่วนใหญ่ยังไม่เข้มแข็งหรือมีคุณภาพมากพอ และมักสนใจเรื่องการก่อสร้างวัตถุมากกว่าเรื่องการศึกษา  จะต้องมีองค์กรพี่เลี้ยงหรือองค์กรที่ทั้งตรวจสอบประเมินคุณภาพทั้งให้คำแนะนำช่วยเหลือแก่องค์กรท้องถิ่นในด้านการจัดการศึกษาและการดูแลเด็กอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กจะได้รับบริการทางการศึกษาที่ดีขึ้น                             

                  4.3 แก้ปัญหาเด็กออกกลางคันในระดับประถมมัธยม และปัญหาโรงเรียนในเขตยากจนที่มีคุณภาพต่ำกว่าโรงเรียนในเขตร่ำรวยอย่างจริงจัง การลงทุนสร้างโรงเรียนขยายมากขึ้น ไม่สามารถทำให้เด็กได้เรียนฟรี 15 ปีหรือแม้แต่เรียนภาคบังคับ 9 ปีได้ทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะปัญหาการที่เด็กวัยที่ควรได้เรียนชั้นประถม/มัธยมปลายต้องออกกลางคัน  หรือไม่ได้เรียนต่อเป็นสัดส่วนสูง  มีสาเหตุมาจากทั้งปัญหาเศรษฐกิจสังคมภายนอก เช่น ความยากจน เกเร ติดยาเสพติด การมีคู่ครองตั้งแต่วัยรุ่น ฯลฯ และปัญหาที่โรงเรียนไม่สามารถจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพให้สนองความสนใจ ความพร้อมที่จะเรียนรู้ของนักเรียนส่วนหนึ่งได้ดีพอ  ทำให้เด็กมีปัญหาเรียนไม่ได้/ไม่อยากเรียน

                การจะแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนไทยมีโอกาสได้เรียนมัธยมน้อยนี้ต้องวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาให้ถึงรากเหง้า  และหาทางแก้อย่างครบวงจร  เช่น  ให้ทุนเด็กยากจนสำหรับค่าใช้จ่ายด้านอื่นนอกจากค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้น  เพิ่มและพัฒนาครูให้ครูแต่ละห้องดูแลนักเรียนจำนวนน้อยลง จะได้ดูแลได้อย่างใกล้ชิดและเอาใจใส่ปัญหาส่วนตัวของนักเรียนแต่ละคนได้เพิ่มขึ้น พัฒนาวิธีการสอนที่เน้นการให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ทำให้การเรียนสนุกและน่าสนใจมากขึ้น พัฒนาสื่อการเรียนสมัยใหม่ให้นักเรียนได้ค้นคว้าเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างสะดวกเพิ่มขึ้น

                 นอกจากเรื่องการช่วยให้เด็กได้เรียนต่อเพิ่มขึ้นแล้วควรปฏิรูปหลักสูตร  กระบวนการเรียนการสอนที่จะส่งเสริมให้นักเรียนรักการอ่าน ใฝ่เรียนรู้ ฟังเป็น คิดวิเคราะห์เป็น  รู้วิธีที่จะค้นคว้าเรียนรู้ต่อด้วยตัวเอง รู้จักตัวเอง รู้จักชุมชน รู้จักประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมไทย รู้จักประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อแก้ปัญหาเพื่อพัฒนาตนเองและชุมชน  เปลี่ยนแปลงหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ให้สัมพันธ์กับชีวิตจริง สัมพันธ์กับชุมชนและสภาพแวดล้อม เพิ่มการเรียนรู้วิชาชีพ เช่น เกษตร ในชนบท วิชาช่าง ในเขตเมือง ทั้งในประถมและมัธยมสายสามัญควรจะมีหลักสูตรหลายแบบ เช่น แบบประสม ระหว่างสายสามัญกับอาชีวะ  เพื่อให้นักเรียนได้เริ่มสัมผัสโลกของชีวิตจริงและตระหนักความเชื่อมโยงระหว่างวิชาการกับวิชาชีพ เพิ่มเป้าหมายเรื่องคุณธรรมจริยธรรมที่ครูจะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างโดยตรง และแทรกความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้เข้าไปในทุกวิชาในกิจกรรมและการใช้ชีวิตจริง การเพิ่มการสอนวิชาศีลธรรมจริยธรรมแบบแยกส่วนและใช้วิธีสอบวัดผลแบบท่องจำหรือทำสมุดจดบันทึกการทำดี ผู้เรียนอาจมุ่งทำเพื่อคะแนนมากกว่าที่จะเรียนรู้แบบ เข้าใจและเกิดสำนึกจริง

                 4.4 ปฏิรูปการจัดสรรและการใช้งบประมาณเรื่องการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพและความเป็นธรรมเพิ่มขึ้น  เนื่องจากสังคมไทยมีปัญหาความแตกต่างระหว่างคนรวยกับคนจนมาก  การบริการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปีฟรีจึงควรเน้นช่วยคนจน  มากกว่าคนรวยหรือคนชั้นกลางที่สามารถช่วยตนเองได้อยู่แล้ว  โครงการให้เรียนฟรีโดยไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียนอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหาเด็กยากจนไม่ได้เรียนถึง 15 ปี  ซึ่งมีสัดส่วนสูงมากได้  รัฐบาลต้องจัดสรรทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่น ๆ  ให้คนจนโดยตรง  เช่น  ค่าอาหารกลางวัน  ค่าเครื่องเขียนอุปกรณ์การเรียน  ค่าพาหนะ ค่าเครื่องแบบ  เพราะส่วนที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเพื่อให้ลูกไปโรงเรียนเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงสำหรับคนจน การจัดสรรงบประมาณที่คิดตามหัวนักเรียนจะทำให้โรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลางที่อยู่รอบนอกเสียเปรียบโรงเรียนขนาดใหญ่ในเมือง  ต้องมีงบเพิ่มสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก  ขนาดกลาง  โดยเฉพาะโรงเรียนในชุมชนแออัดและชนบท  เพื่อจะได้ปรับปรุงโรงเรียนหรือประเทศให้มีคุณภาพได้มาตรฐานใกล้เคียงกัน ควรลดบุคลากรการศึกษาที่หน่วยบริหารกลางของกระทรวงและสำนักงานประจำเขตการศึกษาต่างๆลง   เพราะงบดำเนินการส่วนนี้สูงและเป็นประโยชน์ต่อตัวนักเรียนน้อย  โดยควรเฉลี่ยบุคลากรที่ทำงานบริหารสนับสนุนหรือธุรการออกไปสอนหรือเป็นผู้บริหารระดับโรงเรียนในต่างจังหวัด  และควรมีการตรวจสอบว่าบุคลากรที่กินตำแหน่งครูอยู่ในต่างจังหวัดที่ห่างไกลไปปฏิบัติหน้าที่สอนจริงทุกวันหรือไม่  เพราะยังปรากฏว่ามีครูจำนวนหนึ่งที่มีชื่อกินเงินเดือนแต่ไม่ได้ไปสอนจริง  ซึ่งเป็นการทุจริตฉ้อฉลที่มีผลเสียหายรุนแรง  รวมทั้งยังมีครูที่ใช้เส้นสายนักการเมืองย้ายมาช่วยราชการโดยไม่ได้สอนจำนวนมาก  ทำให้ครูอาจารย์ที่ทำงานสอนในโรงเรียนจริง ๆ ขาดแคลน  แต่มีการจ่ายเงินเดือนให้กับตำแหน่งครูคิดรวมทั้งประเทศแล้วมาก

                   การใช้งบประมาณการศึกษาในปัจจุบัน  จ้างครูอาจารย์จำนวนมากแต่ให้เงินเดือนผลตอบแทนต่ำ   ทำให้ไม่ได้คนเก่งมาเป็นครูอาจารย์ และหรือครูอาจารย์ไม่มีแรงจูงใจมากพอทำให้คุณภาพการเรียนการสอนต่ำไปด้วย  การจะปฏิรูปการศึกษาได้ต้องลดจำนวนครูที่ด้อยคุณภาพลง  โดยการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างแท้จริง  และให้ครูที่ไม่ผ่านการประเมินเกษียณไป  และจ้างครูสาขาขาดแคลน  ครูที่มีประสบการณ์และมีคุณภาพโดยให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น การจะช่วยครูได้อีกทางหนึ่ง คือ พัฒนาสื่อการเรียนการสอนและห้องสมุดให้นักเรียนรู้จักค้นคว้าเรียนด้วยตนเองเพิ่มขึ้น  ไม่ควรใช้วิธีให้ครูต้องบรรยายทั้ง 100% ของเนื้อหาตามหลักสูตรอย่างที่ทำกันอยู่  ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองแรงงานและเวลาของครูมาก ทั้งวิธีสอนที่เน้นการบรรยายก็เป็นวิธีที่ล้าสมัยไม่ได้เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียนแต่อย่างใด

                   การกระจายอำนาจทางการศึกษาสู่ท้องถิ่นควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีความพร้อมและมีองค์กรคอยตรวจสอบและช่วยเหลือแนะนำเพื่อให้มีการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ  และต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปการคลังท้องถิ่น  ส่งเสริมให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการจัดหารายได้เพื่ออุดหนุนการศึกษาในท้องถิ่นมากขึ้น  โดยต้องกำหนดไปเลยว่ารายได้จากการเก็บภาษี  และเงินอุดหนุนขององค์กรท้องถิ่นต้องใช้เพื่อการศึกษาไม่ต่ำกว่า 25% ของรายได้ทั้งหมดขององค์กรท้องถิ่น  เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรท้องถิ่นใช้รายได้ไปสร้างแต่วัตถุ 

                   สำหรับองค์กรท้องถิ่นที่มีรายได้ต่ำจะต้องได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลสูงขึ้นเป็นพิเศษ  เพื่อให้โรงเรียนทั่วประเทศมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน  กฎระเบียบเดิมที่กำหนดว่าองค์กรท้องถิ่นจ้างบุคลากรได้ไม่เกิน 40% ของงบประมาณกลับมีปัญหาในการจ้างและเพิ่มเงินเดือนครูเพื่อพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ  ควรเปลี่ยนกฎระเบียบนี้  เพียงแต่ต้องมีระบบตรวจสอบเพิ่มเติมว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นมีการจ้างบุคลากรที่มีความรู้ไปทำงานที่จะเป็นประโยชน์จริง ไม่ใช่เอางบประมาณของส่วนรวมไปจ้างเครือญาติพรรคพวก  โดยไม่ค่อยมีงานทำ

                   ระบบกองทุนเงินกู้เพื่อการศึกษาซึ่งมีงบประมาณจำกัดและจัดสรรให้ได้เพียงบางส่วนของนักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนควรจะทบทวนเสียใหม่  เพราะระเบียบการวิธีการกู้หละหลวมและการให้กู้แบบคิดดอกเบี้ยต่ำมากทำให้คนอยากกู้มากและคนไม่จนจริงก็กู้ได้ หลายคนเมื่อกู้ไปแล้วนำไปใช้ผิดเป้าหมาย  ผู้กู้ที่เรียนจบแล้วไม่ยอมใช้หนี้มีมากพอสมควร  การให้กู้ควรเพิ่มความรอบคอบในการคัดเลือกให้เฉพาะผู้ขาดแคลนและเหมาะสม เช่น ตั้งใจเรียนในวิชาที่เป็นประโยชน์และมีผลการเรียนไม่ต่ำเกินไป งบประมาณส่วนหนึ่งน่าแบ่งให้เป็นการให้ทุนโดยตรงสำหรับผู้ยากจนที่เรียนได้ดีพอสมควร  อีกส่วนหนึ่งใช้เป็นงบจ้างให้นักเรียนนักศึกษาทำงานให้สถาบันการศึกษาเป็นการแลกเปลี่ยน ซึ่งจะเป็นการฝึกให้นักเรียนรู้คุณค่าของการทำงาน ดีกว่าการเปิดช่องทางให้นักศึกษากู้เงินเรียนแบบเสียดอกเบี้ยต่ำมากได้ง่ายเกินไป       

                   4.5 ปฏิรูปด้านคุณภาพ  ประสิทธิภาพ และคุณธรรมของครูอาจารย์อย่างจริงจัง ครูอาจารย์ส่วนใหญ่ที่มีราว 7 แสนคนยังมีแรงจูงใจ ความรู้ความสามารถ และคุณธรรมอยู่ในเกณฑ์ต่ำและปานกลาง  ส่วนใหญ่ไม่รักการอ่าน การค้นคว้า ไม่สนใจใฝ่รู้ กางตำราเล่มเก่าสอน สอนแบบบรรยายให้นักเรียนท่องจำไปสอบแข่งขัน เน้นการเรียนตามตำราและมุ่งอาชีพมากไป  มุ่งผลิตคนเพื่อไปทำงานเป็นพนักงานจ้างในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมากกว่าจะสอนให้นักเรียนฉลาด คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์เป็น สร้างด้วยตัวเองเป็น ดังนั้นถึงต้องมีการประเมินครูอาจารย์ใหม่อย่างจริงจังมากกว่าเรื่องการออกใบอนุญาตประกอบอาชีพของคุรุสภา ซึ่งให้ครูเก่าโดยอัตโนมัติ ควรคัดครูที่ได้คะแนนประเมินต่ำและท่าทีปรับปรุงตัวได้ยากให้เกษียณก่อนครบอายุโดยไม่ต้องชดเชยมากเท่าครูที่สมัครโครงการ EARLY RETIRE หรือให้โยกย้ายไปทำงานอื่นที่ไม่ใช่การสอนแทน  เพราะการปล่อยให้คนที่ไม่เหมาะสมจะเป็นครูที่ดีทำงานหน้าที่ครูนั้น ทำให้เกิดผลลบที่เสียหายต่อนักเรียนมากยิ่งกว่าปัญหาการขาดแคลนครู

                     ครูอาจารย์ที่มีแววว่าจะปฏิรูปพัฒนาตัวเองให้เป็นครูแนวใหม่ได้ต้องสนับสนุนให้พวกเขาหาเรียนรู้เพิ่มเติม เช่น  มีทุนให้ซื้อหนังสือ ทำวิจัย  ไปฝึกอบรม  เรียนต่อ  แต่งตำรา ฯลฯ เพิ่มขึ้น  ระบบการคัดเลือกและจ้างครูต้องวางเกณฑ์ระเบียบวิธีคัดเลือกให้ได้ครูที่มีคุณภาพจริงๆ และต้องแก้ไขปัญหาเส้นสาย การบอกข้อสอบโกงข้อสอบอย่างเอาจริง รับสมัครคนที่มีความรู้ทางคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ  คอมพิวเตอร์  มาอบรมเพิ่มเติมและให้เงินเดือนเพิ่มขึ้น เพื่อแก้ปัญหาครูสาขาขาดแคลนได้รวดเร็วขึ้น  ทำระเบียบการจ้างครูให้ยืดหยุ่น เช่น การจ้างเป็นครูพิเศษแบบต่าง ๆ ได้  ระบบการเรียนการสอนการฝึกครูต้องเปลี่ยนแปลงจากการสอนแบบเก่าเป็นการเรียนรู้ทั้งทฤษฎี การศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู้ ความรู้เฉพาะแขนงและภาคปฏิบัติต้องฝึกให้นักศึกษาครูรักการอ่าน การแสวงหาความรู้  มีแหล่งศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง  เปลี่ยนวิธีการวัดผลจากการสอบ  วัดการท่องจำตามตำรา  เป็นวิธีให้ครูและนักเรียน นักศึกษาร่วมกันประเมินความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษาทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพมากขึ้น ข้อสำคัญคือ ต้องสร้างแรงจูงใจภายในให้นักศึกษาครูและครูเกิดความภาคภูมิใจในอาชีพครูว่าเป็นงานที่มีความหมายที่ท้าทาย  มีผลต่อการสร้างคนและ  สร้างชาติ ให้เจริญรุ่งเรืองและมีความสุขมาก ถ้าได้พัฒนาการทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง

                       ขณะเดียวกันก็ควรเพิ่มแรงจูงใจภายนอกด้วย ควรปรับเพิ่มเงินเดือนครูที่มีภาระการสอนมาก  ครูสาขาขาดแคลน ครูผู้เชี่ยวชาญให้แข่งขันกับตลาดแรงงานของภาคธุรกิจเอกชนได้ จัดให้ครูเก่ง ๆ มีลู่ทางที่จะก้าวหน้าได้เงินเดือนสูงขึ้นพอ ๆ กับผู้บริหาร  ครูจะได้ไม่จำเป็นต้องไปแข่งขันกันเพื่อจะเป็นผู้บริหารเสมอไป ส่งเสริมระบบห้องสมุดและนำเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยุโทรทัศน์อินเทอร์เน็ตซีดีรอม  และฯลฯ  มาใช้ในการเรียนรู้โดยใช้ครูแต่น้อย แต่ต้องเป็นครูที่มีคุณภาพสูงและได้ค่าตอบแทนสูงขึ้น จะเป็นประโยชน์กว่าระบบปัจจุบันที่ใช้ครูจำนวนมาก  เงินเดือนก็น้อย  สอนแบบบรรยายตลอดทั้งวัน  แต่นักเรียนก็เรียนรู้ได้น้อย

                       พัฒนาระบบประเมินครูแบบใหม่ที่วัดคุณภาพ  ประสิทธิภาพ  ความตั้งใจเป็นครู  โดยเน้นคุณสมบัติหรือเนื้อหาสาระของครูอาจารย์แต่ละคน  ไม่ใช่แค่ดูแต่รูปแบบว่าต้องมีปริญญา/ใบประกอบวิชาชีพ  สรุปหรือเขียนรายงานได้ผ่านเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะซึ่งไม่ได้สะท้อนคุณภาพที่แท้จริง ต้องส่งเสริมให้ครู  สนใจเรียนรู้พัฒนาตนเอง  และมีการจัดฝึกอบรมครูใหม่อย่างขนานใหญ่ ปฏิรูปครูให้เข้าใจความหมายของการเรียนรู้ที่ต้องใช้กระบวนการคิดเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่แค่การท่องจำตามตำรา  รณรงค์ให้ครูมีพฤติกรรมในการรักการอ่าน การค้นคว้า มีแรงจูงใจในการอยากเรียนรู้และเผยแพร่  คิดเป็น มีความมั่นใจ ความภูมิใจในตัวเอง มีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมและมีภาวะผู้นำในการเปลี่ยนแปลงพัฒนาคนให้ได้ก่อน  ประเทศไทยจึงจะมีครูชนิดที่สามารถไปสอนเด็กให้รักการเรียนรู้คิดเป็น  มีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมและพัฒนาภาวะผู้นำ

                   ดังนั้นถ้าครูคนไหนไม่ชอบการอ่าน ไม่ชอบการเรียนรู้  ไม่ชอบการคิด ค้นคว้า ก็ไม่ควรจะเป็นครู  เพราะการมีครูแบบนี้โดยเฉพาะครูที่มีปัญหา ครูที่ทำให้เด็กเกลียดครูและเกลียดโรงเรียนจะเป็นผลเสียต่อการศึกษาของชาติ  มากกว่าที่จะให้เด็กไปเรียนรู้จากห้องสมุดและสื่อต่าง ๆ  เราควรจะโอนครูแบบนี้ไปทำงานอื่น ๆ  หรือให้เกษียณก่อนอายุไปและหาครูที่มีนิสัยเป็นครูที่รักเด็ก  รักการหาความรู้มาสอนแทนเพื่อทำให้เด็กสนุกที่จะเรียน  ถึงครูใหม่จะยังไม่เก่งทางวิชาการหรือการสอนมากนัก  แต่ถ้ามีคุณสมบัติในการมีนิสัยเป็นครูที่รักเด็ก รับฟังเด็ก ตั้งใจสอน หวังดีต่อเด็ก และรักการเรียนรู้เพิ่ม ต้องถือว่าเป็นคุณสมบัติที่สำคัญ  และครูประเภทนี้จะมีศักยภาพในการพัฒนาได้มากกว่าคนที่มาประกอบอาชีพครูที่มาทำงานเพื่อเลี้ยงชีพมากกว่าเข้ามาเพราะมีจิตใจที่รักการเป็นครูผู้รักความรู้และการเผยแพร่ความรู้

                   4.6 เปลี่ยนแปลงวิธีการวัดผลสอบแข่งขันและการคัดเลือกคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐ จากการสอบแบบปรนัยที่เน้นคำตอบสำเร็จรูปเป็นการวัดการพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองที่สะท้อนความรู้ความสามารถที่เป็นองค์รวมเชิงวิเคราะห์ได้ การคัดเลือกคนเข้าเรียนมหาวิทยาลัยควรพิจารณาความถนัดความพร้อม  แรงจูงใจ ความพร้อมที่จะเรียนของผู้สมัครด้วย แทนการวัดจากคะแนนการสอบวิชาสามัญที่เน้นการท่องจำและเทคนิคการทำข้อสอบ ขณะเดียวกันต้องพัฒนาสถาบันอาชีวศึกษาและวิชาชีพให้มีคุณภาพและมีบรรยากาศน่าเรียนรู้และส่งเสริมให้คนที่จบมาได้ผลตอบแทนการทำงานสูงขึ้น  มีโอกาสที่จะก้าวหน้าได้ไม่ต่างจากคนจบมหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับผู้เรียนจบด้านอาชีวศึกษาในเยอรมันและประเทศพัฒนาอุตสาหกรรมอื่น ๆ นักเรียนบางส่วนจะได้เลือกเรียนสายอาชีวศึกษาไปโดยไม่ต้องมามุ่งสอบแข่งขันแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งขณะนี้ขยายตัวเชิงปริมาณมากเกินไปและคนที่จบแล้วมาหางานทำไม่ได้มากขึ้น

                      มหาวิทยาลัยควรเปิดช่องทางให้คนอายุ 25 ปีที่ทำงานมาแล้วและอยากจะกลับมาเรียนมหาวิทยาลัย  สามารถสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้โดยมีโควต้าต่างหาก  เพื่อทำให้คนที่อยากเรียนมีโอกาสที่จะเรียนได้ตลอดชีวิต  ไม่ใช่เปิดให้เฉพาะคนที่จบมัธยมปลายมุ่งแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัยแบบจะเป็นจะตาย  เหมือนมีโอกาสครั้งเดียวในชีวิต และรู้สึกท้อแท้หมดอาลัยดูถูกตนเองเมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยปิดของรัฐไม่ได้  ซึ่งเป็นทัศนคติที่ควรจะเปลี่ยนแปลงได้แล้ว  การค้นคว้าเรื่องการทำงานของสมองพบว่า  สมองคนเรามีการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต และพัฒนาให้มีประสิทธิภาพขึ้นได้อย่างต่อเนื่องถ้ารู้จักวิธี  ดังนั้นมหาวิทยาลัยจึงควรเพิ่มการให้บริการประชาชนรวมทั้งพัฒนามหาวิทยาลัยเปิด มหาวิทยาลัยสอนทางไกล สอนทางอินเตอร์เน็ตให้มีคุณภาพและมีความหลากหลายขึ้น

                   4.7 พัฒนาการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย  ที่สามารถจูงใจให้ประชาชนไทยส่วนใหญ่ที่ปัจจุบันได้เรียนแค่ชั้นประถมศึกษาได้สนใจและได้เรียนรู้เพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง  โดยควรทำงานร่วมกับสถานศึกษาในระบบและองค์กรต่างๆ ในชุมชนและใช้สื่อวิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ในวงกว้างขึ้น ส่งเสริมให้สื่อวิทยุโทรทัศน์เน้นเรื่องข้อมูลข่าวสารความรู้ และความบันเทิงที่ยกระดับความฉลาดและศิลปวัฒนธรรมประชาชนเพิ่มขึ้น พัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ต หนังสือพิมพ์   การผลิตหนังสือ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ ให้ประชาชน ทุกวัยทั่วประเทศเข้าถึงได้ง่ายต้นทุนต่ำ และมีทางเลือกที่จะเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวางหลากหลาย

                   4.8 วางแผนและลงทุนพัฒนาแรงงานให้มีความรู้และทักษะที่เป็นที่ต้องการของระบบเศรษฐกิจสังคม เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ช่างฝีมือ ศิลปิน นักประดิษฐ์ นักออกแบบฯลฯ มากกว่าที่จะปล่อยให้มีการขยายตัวตามความพร้อมครูผู้สอนในสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น ระดับมัธยมนิยมขยายสายสามัญอุดมศึกษานิยมขยายสาขาบริหารธุรกิจ นิเทศศาสตร์  สังคมศาสตร์  มนุษยศาสตร์มากกว่าสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การจะแก้ปัญหาการขาดแคลนการศึกษาและการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต้องเร่งพัฒนาครูด้านนี้และปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนและการมีห้องทดลองมีสื่อต่างๆ ส่งเสริมพัฒนาให้เด็กสนใจวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี  งานอาชีพต่าง ๆ  ตั้งแต่ระดับอนุบาลและประถม  และส่งเสริมให้ผู้จบสายอาชีวศึกษามีคุณภาพเพิ่มขึ้นและการจ้างงานที่ให้รายได้สูงขึ้น  ส่วนผู้จบสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านอื่นนอกจากแพทย์และวิศวกร สถาปนิกควรทำให้เกิดระบบการจ้างงานที่ให้รายได้สูงขึ้น และมีความก้าวหน้าได้มากขึ้น

                   4.9 ระดมทุนเพื่อพัฒนาหรือปฏิรูปการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง  อย่างถือเป็นวาระสำคัญของชาติโดยการปฏิรูปการเก็บภาษี  เช่น เก็บภาษีมรดก เพิ่มภาษีทรัพย์สินในอัตราก้าวหน้า ภาษีการบริโภคฟุ่มเฟือย  และการหารายได้จากการให้สัมปทานสาธารณะสมบัติและรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เข้ารัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเพิ่มขึ้น  รวมทั้งอาจจะออกพันธบัตรเงินกู้เพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้ด้วย เพราะการลงทุนเพื่อทำให้ประชาชนฉลาดและมีจิตสำนึก  เป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้ประเทศพัฒนาทางเศรษฐกิจสังคมได้อย่างแท้จริง เมื่อประเทศพัฒนาเศรษฐกิจได้มากขึ้น รัฐก็จะมีรายได้จากภาษีมากพอที่จะจ่ายคืนพันธบัตรเงินกู้เพื่อการศึกษาในภายหลังได้

                   การจัดสรรงบประมาณให้องค์กรปกครองท้องถิ่น ควรกำหนดว่าจะต้องใช้ในการศึกษาอย่างน้อย 25% และไม่ควรมีขั้นต่ำว่าให้จ้างบุคคลากรได้ไม่เกิน 40% ของงบประมาณโดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องการศึกษาซึ่งต้องใช้งบบุคคลากรมากกว่างบบริหารจัดการงานธุรการอื่น ๆ

                   ระดมทรัพยากรนอกภาครัฐ  จากธุรกิจ  องค์กรเอกชน  องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนาและทำให้โรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง  คือให้ประชาชนในชุมชนรู้สึกการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการสร้างความเข้มแข็งและความอยู่รอดของชุมชน ประชาชนควรได้รับการเชื้อเชิญให้เป็น เข้ามามีส่วนร่วมทั้งในเรื่องหลักสูตร คุณภาพการเรียนการสอน การหนุนช่วยด้านทรัพยากร รู้สึกว่าชุมชนเป็นเจ้าของและมีส่วนรับผิดชอบไม่ใช่มองแบบแยกส่วนว่าโรงเรียนเป็นเรื่องของกระทรวง ศึกษาธิการ เท่านั้น

                   ปฏิรูปการศึกษาของสงฆ์ให้เรียนรู้หลักพุทธศาสนาที่แท้จริงที่เกี่ยวข้องกับการช่วยดับทุกข์ทางสังคมอย่างกว้างขวางลึกซึ้ง  ให้เณรและสงฆ์ที่อยู่ในวัยหนุ่มได้เรียนรู้วิชาการด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนและชุมชน เพื่อให้สงฆ์ส่วนที่มีศักยภาพพัฒนาขึ้นมาเป็นครูและช่วยชุมชนได้เพิ่มขึ้นระดมปราชญ์ชาวบ้านและผู้มีความรู้ที่เกษียณจากงานประจำแล้วมาเป็นอาสาสมัครช่วยสอนช่วยให้ความรู้แก่นักเรียนและประชาชนในชุมชนเพิ่มขึ้น

                   4.10 ทำให้การปฏิรูปการศึกษาเชื่อมโยงกับการปฏิรูปเศรษฐกิจการเมืองแบบทำให้ประชาชนและชุมชนเข้มแข็งขึ้น การจะปฏิรูปให้คนทั้งประเทศมีโอกาสได้เรียนรู้มากขึ้นและดีขึ้นเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกกระทรวงทุกหน่วยงานของภาคเอกชนและภาคสังคมประชาควรตระหนักและเข้ามีส่วนรวม ไม่ใช่ปล่อยให้กระทรวงศึกษาทำแต่ผู้เดียว การจะปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของประชาชนทั้งประเทศให้เกิดผลได้จริงต้องทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปทางเศรษฐกิจการเมืองในการที่จะกระจายทรัพย์สิน รายได้ความรู้ การมีงานทำ ฐานะทางสังคม อำนาจต่อรองทางการเมือง (เช่น การจัดตั้งกลุ่มองค์กรต่างๆ การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประชาชนมีบทบาททางการเมืองเพิ่มขึ้น) ไปสู่กลุ่มคนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง  รวมทั้งต้องมีการปฏิรูปสื่อมวลชนและกิจกรรมทางสังคมวัฒนธรรมต่าง ๆ  ให้มีเนื้อหาสาระที่เน้นการเรียนรู้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม  สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ในเรื่องปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมืองอย่างมีเหตุผลมีหลักวิชาการ  ทำให้สังคมไทยทั้งสังคมเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้  ไม่ใช่แค่สังคมการเลียนแบบ การนิยมบริโภค หรือการปลุกเร้าทางการเมืองโดยใช้อารมณ์รักชอบเกลียดเท่านั้น 

                   ปฏิรูปการจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุโทรทัศน์และส่งเสริมให้สื่อโทรทัศน์เป็นสื่อสาธารณะที่เน้นคุณภาพ เน้นสาระมากกว่าเพื่อการค้าหากำไร  ปฏิรูปการบริหารจัดการ  การให้บริการประชาชนของกระทรวงต่าง ๆ  ส่งเสริมการฝึกอบรม การจัดประชุม การจัดตั้งองค์กรเพื่อพัฒนาคนในชุมชนต่าง ๆ  ให้มีความรู้และร่วมมือกันจัดตั้งองค์กร เช่น กลุ่มออมทรัพย์ เครดิตยูเนียน สหกรณ์ สหภาพแรงงาน สหพันธ์ กลุ่มอาชีพ สภาชุมชน เพื่อร่วมมือร่วมแรงทำการผลิตและการค้าขายแลกเปลี่ยน และทำกิจกรรมเกี่ยวกับพัฒนาชุมชนและสวัสดิการชุมชน เช่น การดูแลเด็กเล็ก คนชรา คนยากจนและด้อยโอกาส การแก้ปัญหาและพัฒนาเด็กและเยาวชน การแก้ไขปัญหายาเสพติดและอบายมุขต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพและให้บริการได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

                   5. กลยุทธ์ในการพัฒนาความรู้และประสิทธิภาพเพื่อทำให้ประชาชนและชุมชนเข้มแข็ง

                             5.1 ส่งเสริมการพัฒนาทางเลือกที่เน้นการพึ่งตนเองของชุมชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยใช้ภูมิปัญญา แรงงาน ทรัพยากรภายในประเทศ และเทคโนโลยีทางเลือก เช่น พัฒนาแหล่งน้ำชลประทานขนาดย่อม  ส่งเสริมการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก และสารขจัดศัตรูพืชทำจากสมุนไพร  ส่งเสริมการปลูกป่าไม้ทางเศรษฐกิจ การทำเกษตรแบบผสมผสานตามแนวธรรมชาติเพื่อลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยและสารเคมี พัฒนาพลังงานทางเลือก  เพิ่มคุณค่าการใช้ทรัพยากรภายในประเทศและลดมลภาวะ ส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ที่จำเป็นทุกด้านรวมทั้งการจัดการฟาร์ม การจัดตั้งกลุ่มสหกรณ์ การพัฒนาการบริหารจัดการวิธีการและกระบวนการผลิต การแปรรูป การจัดเก็บ การจัดส่งสินค้าและบริการต่าง ๆ ให้ประหยัดและมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น การฝึกและส่งเสริมอาชีพเสริมหรืออาชีพอื่น

                   5.2 การพัฒนางานค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีทางเลือกที่เหมาะสม เช่นเกษตรทางเลือก (เกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้ปุ๋ย สารเคมี) สาธารณสุขทางเลือก (แพทย์แผนตะวันออก สมุนไพร การป้องกันและส่งเสริมสุขภาพโดยวิธีธรรมชาติ) พลังงานทางเลือก (พลังแสงอาทิตย์ ลม ความร้อนใต้โลก  ชีวภาพ  ก๊าซโซฮอล  ไบโอดีเซล ฯลฯ)  เพื่อหาทางใช้ทรัพยากรในประเทศแทนการสั่งเข้า  และหาทางใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน  ไม่ทำลายอย่างสิ้นเปลืองหรือก่อให้เกิดผลเสียต่อสภาวะแวดล้อมมาก ช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ ทำให้เกิดการซื้อของและจ้างงานทำให้คนในประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น

                   5.3 การพัฒนาความรู้และทักษะทางด้านการติดต่อสื่อสารโทรคมนาคม การขนส่ง การตลาด การค้าภายในและภายนอกประเทศ  สาธารณูปโภคต่าง ๆ  การพัฒนาการให้ความรู้ด้านการบริการจัดการ ข้อมูลข่าวสารการตลาด การสนับสนุนการจัดตั้งและพัฒนากลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตและการกระจายสินค้าต่ำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น พัฒนาเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและเทคโนโลยีการสื่อสารใหม่ให้ประชาชนเข้าถึงได้สะดวกรวดเร็ว เสียค่าใช้จ่ายต่ำ เป็นแหล่งการศึกษาหาความรู้ข้อมูลข่าวสารที่มีประโยชน์โดยใช้ต้นทุนต่ำ

                   5.4 การให้บริการทางด้านการศึกษาและฝึกอบรม  และการให้ความรู้ข้อมูลข่าวสารบริการที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ปัญหาและพัฒนาคนและชุมชน เช่น ความรู้ด้านสุขภาพซึ่งรวมทั้งเรื่องการดูแลและพัฒนาสุขภาพจิตและสมอง  การฝึกพัฒนาอาชีพและบริการจัดหางาน ความรู้ด้านบริหารจัดการฟาร์มเรื่องการเงินการบัญชี เรื่องระบบสหกรณ์การค้าขาย เรื่องเศรษฐกิจการเมืองสังคมและศิลปวัฒนธรรมที่จะช่วยให้ประชาชนเรียนรู้ที่จะดูแลและพัฒนาตัวเองให้คนมีสุขภาพกายและใจที่ดีมีความรู้และทักษะในการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นและรู้จักใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าเพิ่มขึ้น

                   5.5 การปรับปรุงปฏิรูประบบบริหารราชการและระบบการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ให้นักการเมืองและพนักงานของรัฐต้องเปลี่ยนวิธีทำงาน มาเป็นแบบเปิดเผยข้อมูลข่าวสารงบประมาณโครงการต่าง ๆ อย่างโปร่งใส รับผิดชอบต่อการตรวจสอบดูแลของภาคประชาชนมากขึ้น เพื่อลดการสูญเสียอันเนื่องมาจากความทุจริตฉ้อฉล ความไม่เอาใจใส่ ความเฉื่อยชา ล่าช้าต่าง ๆ และทำงานบริหารจัดการเรื่องของสาธารณะมีประสิทธิภาพสามารถสนองความต้องการของประชาชนได้เพิ่มขึ้น

                  5.6 ปรับปรุงการวางแผนพัฒนาและการดำเนินงานตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมทั้งในระดับชาติ  ระดับภาค จังหวัด  อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดโดยต้องมีแผนงาน โครงการ มาตรการที่มีรายละเอียดชัดเจนและภาครัฐต้องให้ความสำคัญกับแผนพัฒนาระดับต่าง ๆ  ด้วยการปรับรื้อระบบแก้ไขการบริหารงานราชการให้สามารถทำงานตามแผนที่วางไว้ได้  รวมทั้งรู้จักประสานงานหน่วยงานราชการต่าง ๆ  หน่วยงานเอกชนและภาคสังคมประชา  เพื่อร่วมมือกันพัฒนาท้องถิ่นอย่างมุ่งผลงานตามเป้าหมายเพื่อประโยชน์ส่วน รวมมากกว่ายึดติดผลประโยชน์ของตัวเองหรือหน่วยงานของตน

                   5.7 การปฏิรูปการศึกษาการวิจัย การเผยแพร่ความรู้ที่ใช้งานได้และเป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ ผ่านทางสื่อสารมวลชนและแหล่งกระจายเผยแพร่ความรู้แหล่งต่าง ๆ เพื่อช่วยให้คนรู้จักดูแลและใช้สมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเข้าถึงและสร้างความรู้ที่ประยุกต์ใช้งานได้เพิ่มขึ้น โดยควรเป็นความรู้ที่นอกจากจะช่วยแก้ปัญหาพัฒนาตัวเองและชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมแล้ว  ยังควรตระหนักถึงการพัฒนาตนเองทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณตามแนวศาสนาพุทธและศาสนาอื่น และการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสภาพแวดล้อมอย่างมองการณ์ไกล  เพื่อให้คนทั้งประเทศอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ มีปัญญาและสังคมพัฒนาได้อย่างยั่งยืน (ปราโมทย์ ประสานกุล, 2550 : 10)

           การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ.2552-2561)

           การปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองเป็นนโยบายที่รัฐบาลปัจจุบันได้ดำเนินการอยู่และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางตลอดจนข่าวการทุจริตคอรัปชั่นที่เกี่ยวกับการศึกษา ปัญหาของการจัดการศึกษาในเรื่องวิชาชีพ ทางการแพทย์ และพยาบาลของสถาบันการศึกษา ปัญหาความรุนแรงของเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา ปัญหาคุณธรรม จริยธรรมของครูผู้สอน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสภาพปัญหาของระบบการศึกษาไทยเป็นอย่างดี

           นับตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เป็นต้นมาเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษานั้นผ่านมาได้ 10 ปีแล้ว โดยเน้นให้จัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาขีดความสามารถของตนได้อย่างเต็มศักยภาพ และมีความสมดุลทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข โดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางแห่งการเรียนรู้

           สำหรับประเทศไทยการศึกษาในอดีตที่ผ่านมานั้น ได้ถูกจัดขึ้นโดยครอบครัว ชุมชน หรือสถาบันทางศาสนา ที่มีส่วนร่วมในการถ่ายทอดความรู้หรือภูมิปัญญาที่เชื่อมโยงบนรากฐานประเพณีและวัฒนธรรมที่สั่งสมมาของสังคม ทำให้ความรู้เหล่านั้นคงอยู่และถ่ายทอดสืบสานต่อๆ กันมา จนกระทั่งมาสู่การศึกษาในระบบโรงเรียน และสถาบันการศึกษาที่จัดโดยรัฐ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การจัดการศึกษาในประเทศไทยได้เกิดความแปลกแยกไปจากชุมชนท้องถิ่น  ระบบการศึกษากลายเป็นเรื่องของการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง และครูผู้สอนได้มีบทบาทสำคัญในการเรียนการสอน และครูเป็นศูนย์กลางในการเรียนการสอน รวมทั้งหลักสูตรที่ผลิตจากส่วนกลางไม่สอดคล้องกับบริบทของชุมชนท้องถิ่น ทำให้สถาบันการศึกษาและโรงเรียนไม่ได้ผลิตนักเรียน นักศึกษาที่มีความเข้าใจในภาษาท้องถิ่น วัฒนธรรมท้องถิ่น และภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชนนั้น ๆ อย่างแท้จริง  ถ้าหากพิจารณาถึงระบบการศึกษาไทยในอดีต ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้นได้มีความสอดคล้องกับแนวคิดของเปาโล แฟร์ (Paulo Freire) เป็นนักการศึกษาผู้หนึ่งที่ได้เขียนวิจารณ์ระบบการศึกษาที่มีครูเป็นศูนย์กลางในหนังสือ Pedagogy of the oppressed และหนังสือเล่มนี้ได้สร้างความหวั่นไหวให้แก่วงการการศึกษาเป็นอย่างยิ่งในสมัยนั้น

           เปาโล แฟร์ มีความเห็นว่าการศึกษาในระบบโรงเรียนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นระบบการศึกษาที่มีครูซึ่งเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดมักจะเป็นผู้กดขี่ กักขัง ครอบงำ ควบคุมความคิดของผู้เรียน โดยครูมีบทบาทเป็นผู้เผด็จการที่คอยแต่จะสั่งว่า ผู้เรียนควรเรียนอะไร ควรเรียนอย่างไร ควรคิดอย่างไร และประพฤติตัวอย่างไร ซึ่งเปาโล แฟร์ เห็นว่า การเรียนการสอนแบบนี้จะทำให้ผู้เรียนมีชีวิตจิตใจกลายเป็นวัตถุที่คอยแต่จะรองรับสิ่งที่ผู้สอนถ่ายทอดให้เท่านั้น ผู้เรียนจะไม่สามารถเข้าใจตนเอง ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ไม่สามารถปรับปรุงตนเองและสภาพแวดล้อมให้ดีขึ้นได้ เปาโล แฟร์ เรียกการศึกษาที่มีศูนย์อำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ครูนี้ว่า การศึกษาระบบธนาคารเงินฝาก (Banking Education System) จนกระทั่งมาถึงปัจจุบัน ได้มีแนวคิดการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สอง เช่น การพัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่ ให้มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ ตั้งแต่ปฐมวัย สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การพัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่ เป็นผู้เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่า มีระบบ

           กระบวนการผลิตและพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพมาตรฐาน การพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่ พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบ และแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัยเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาการบริหารจัดการใหม่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาและ อปท. รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองชุมชน เอกชน และทุกภาคส่วน

           แนวนโยบายและแนวทางการปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองนั้นสอดรับกับนโยบายเรียนฟรี 15 ปีของรัฐบาลปัจจุบัน การปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองแม้ว่าจะเน้นกระบวนการพัฒนาทั้งคุณภาพครูผู้สอน สถานศึกษา การบริหารจัดการ และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเป็นแนวทางที่ดี ส่วนการนำนโยบายไปปฏิบัตินั้นจะสอดคล้องกับนโยบายที่วางไว้หรือไม่ การปฏิรูปการศึกษาทศวรรษที่สองจะช่วยให้ระบบการศึกษาของไทยพัฒนาไปในทิศทางใด

           อย่างไรก็ตามควรให้ความสำคัญกับความรู้ของชุมชน ทุนชุมชนที่มีอยู่ ทั้งทุนมนุษย์คือปราชญ์ชาวบ้าน ทุนทางปัญญา คือภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่ได้สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคนนั้น น่าจะมีแนวทางการปรับใช้และประยุกต์ให้เป็นหลักสูตรท้องถิ่น มีการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กนักเรียน รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนในชุมชน และ ที่สำคัญควรมีการเสริมสร้างจิตสำนึกให้เกิดความหวงแหนในบ้านเกิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรมของชุมชน รวมทั้งการปลูกฝังจิตสำนึกด้านคุณธรรมและจริยธรรมให้กับนักเรียนด้วย มิใช่เรียนเพื่อให้เป็นคนเก่ง คนฉลาดอย่างเดียวเท่านั้น  (หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์  16 มีนาคม 2553)

         การบริหารการศึกษาไทยในอนาคตกับการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง    (พ.ศ.2552-2561)

             วิสัยทัศน์  คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ

              เป้าหมาย  ภายในปี 2561 มีการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดยเน้นประเด็นหลักสามประการ คือ

                   1. คุณภาพและมาตรฐานการศึกษาและเรียนรู้ของคนไทย โอกาสทางการศึกษาและเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียน สถานศึกษาแหล่งเรียนรู้ สภาพแวดล้อม หลักสูตรและเนื้อหา พัฒนาวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่า สามารถดึงดูดคนเก่งดีและมีใจรักมาเป็นครูคณาจารย์ได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
                   2. เพิ่มโอกาสการศึกษาและเรียนรู้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคน ทุกเพศ ทุกวัยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
                   3. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม ในการบริหารและจัดการศึกษา โดยเพิ่มบทบาทของผู้ที่อยู่ภายนอกระบบการศึกษาด้วย กรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษา มีการปฏิรูปการศึกษาและเรียนรู้อย่างเป็นระบบ โดย
                       3.1 พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่  ที่มีนิสัยใฝ่เรียนรู้ สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
                       3.2 พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่  ที่เป็นผู้เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เป็นวิชาชีพที่มีคุณค่า  สามารถดึงดูดคนเก่ง คนดี มีใจรักในวิชาชีพครูมาเป็นครู
                       3.3 พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพสถาน ศึกษาทุกระดับ/ประเภทให้สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีคุณภาพและพัฒนาแหล่งเรียนรู้อื่น ๆ สำหรับการศึกษาและเรียนรู้ทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย
                       3.4 พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการใหม่ ที่มุ่งเน้นการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  รวมทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ปกครอง ชุมชน ภาคเอกชนและทุกภาคส่วนมีระบบการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล

             นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552-2561) ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนสิงหาคม 2553 คณะกรรมการนโยบายปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (กนป.) - กนป. ได้กำหนดค่าเป้าหมายและตัวบ่งชี้การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองจนสิ้นสุด พ.ศ. 2561 จำนวน 4 เป้าหมาย 20 ตัวบ่งชี้ ดังนี้

      เป้าหมายที่ 1 คนไทยและการศึกษาไทยมีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับสากล
             ตัวบ่งชี้และค่าเป้าหมาย
                  1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาหลักจากการทดสอบระดับชาติมีคะแนนเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 50
                  2. ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นเป็นไม่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ (ผลทดสอบ PISA)
                  3. ความสามารถด้านภาษาอังกฤษเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี
                  4. ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ต่อปี
                  5. สัดส่วนผู้เรียนมัธยมศึกษาตอนปลายประเภทอาชีวศึกษา : สามัญศึกษาเป็น 60 : 40
                  6. ผู้สำเร็จอาชีวศึกษาและอุดมศึกษามีคุณภาพระดับสากลและเป็นไปตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิ 
                  7. จำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทย (อายุ 15-59 ปี) เพิ่มขึ้นเป็น 12 ปี

     เป้าหมายที่ 2 คนไทยใฝ่รู้ : สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง รักการอ่าน และแสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง
                ตัวบ่งชี้และค่าเป้าหมาย
                    1. ผู้เรียนทุกระดับการศึกษาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 มีทักษะในการแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
                    2. อัตราการรู้หนังสือของประชากร (อายุ 15-60 ปี) เป็นร้อยละ 100
                    3. ผู้เข้ารับบริการในแหล่งเรียนรู้เพิ่มขึ้นปีละอย่างน้อยร้อยละ 10
                    4. คนไทยใช้เวลาอ่านหนังสือนอกเวลาเรียน/นอกเวลาทำงานโดยเฉลี่ยอย่างน้อยวันละ 60 นาที
                    5. สัดส่วนผู้ที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ต่อประชากรอายุ 10 ปีขึ้นไปเป็นร้อยละ50
     เป้าหมายที่ 3 คนไทยใฝ่ดี : มีคุณธรรมพื้นฐาน มีจิตสำนึกและค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม มีจิตสาธารณะ มีวัฒนธรรมประชาธิปไตย
              ตัวบ่งชี้และค่าเป้าหมาย
                   1. ผู้เรียนทุกระดับการศึกษาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 มีคุณธรรม จริยธรรมและมีความเป็นพลเมือง
                   2. จำนวนคดีเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีโดยสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนลดลงร้อยละ 10 ต่อปี
                   3. จำนวนเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ที่ตั้งครรภ์ลดลงร้อยละ 10 ต่อปี
                   4. จำนวนเด็กเข้ารับการบำบัดยาเสพติดลดลงร้อยละ 10 ต่อปี
                   5. สัดส่วนคนไทยที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนา และกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคมอย่างสม่ำเสมอเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 ต่อปี

    เป้าหมายที่ 4 คนไทยคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น : มีทักษะในการคิดและปฏิบัติ มีความ สามารถในการแก้ปัญหา มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีความสามารถในการสื่อสาร
          ตัวบ่งชี้และค่าเป้าหมาย
                   1. ผู้เรียนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์
                   2. ผู้สำเร็จการอาชีวศึกษาและการอุดมศึกษา มีสมรรถนะเป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้ และมีงานทำภายใน 1 ปี รวมทั้งประกอบอาชีพอิสระเพิ่มขึ้น
                   3. กำลังแรงงานที่มีการศึกษาระดับมัธยมศึกษาขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 65 และมีสมรรถนะทางวิชาชีพตามมาตรฐาน

            กล่าวโดยสรุป การนำแนวทางการบริหารสมัยใหม่ดังกล่าวมาปรับใช้ให้ประสบความสำเร็จ ย่อมขึ้นอยู่กับภาวะผู้นำของผู้บริหารระดับสูงสุด อีกทั้งการสื่อสารในองค์การที่มีประสิทธิภาพ ความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรทุกคนในองค์การเป็นสำคัญ นอกจากนี้ การนำสิ่งใหม่มาใช้ในองค์การจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจ และดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป จะทำให้บุคลากรยอมรับและให้ความร่วมมือมากกว่าการเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทันที ทั้งนี้การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2552-2561) ให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกส่วนในสังคม นับตั้งแต่ผู้บริหารระดับประเทศ ผู้บริหารระดับสูง นักวิชาการ ข้าราชการ สื่อมวลชน ภาคเอกชน และประชาชน ที่จะต้องช่วยกันปฏิรูปให้สำเร็จ เพื่อให้บรรลุจุดมุ่งหมายของการปฏิรูปภาครัฐที่ว่า “เพื่อให้ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเป็นอยู่ที่ดี และมีความสุข สังคมไทยมีเสถียรภาพ ชาติไทยมีเกียรติภูมิ ได้รับความเชื่อถือ และมีความสามารถสูงในการแข่งขันในเวทีโลกต่อไป


บทสรุปหลักและระบบการบริหารการศึกษาไทยในอดีต  ปัจจุบัน และอนาคต

           การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาและสร้างทักษะของบุคคลให้รู้จักดำเนินชีวิตอย่างสันติสุข เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ช่วยขัดเกลาให้คนละอายต่อบาป  มีทักษะในการประกอบอาชีพ เคารพกฎหมาย  รู้คุณค่าของศิลปวัฒนธรรมประเพณีของชาติ ตลอดจนสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข  พร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ อีกทั้งสามารถช่วยสร้างสรรค์สังคมและพัฒนาประเทศชาติ  การศึกษาไทยในสมัยโบราณ (พ.ศ.1781 – พ.ศ.2411) ยังไม่มีโรงเรียน สามารถหาความรู้ได้จากที่บ้าน สำนักสงฆ์ วัง  และสำนักราชบัณฑิต วิชาที่สอนไม่ได้ตายตัว มีความรู้สามัญเพื่ออ่านออกเขียนได้ วิชาชีพ วิชาจริยศึกษา และศิลปะป้องกันตัว  การศึกษาในสมัยปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ.2412 – พ.ศ.2474) ผลจากการเข้ามาของชาวตะวันตกและการเปิดประเทศค้าขายกับตะวันตกนั้น ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านการเมืองการปกครอง การศึกษาจึงได้มีความสำคัญขึ้นเพื่อพัฒนาคนเข้ามารับ ราชการนำไปสู่การเปิดโรงเรียนและมหาวิทยาลัย  จึงทำให้มีการจัดทำแผนแม่บทในการศึกษาเรียกว่าโครงการศึกษาฉบับแรก พ.ศ.2441 การศึกษาสมัยปกครองตามระบอบรัฐธรรมนูญ (พ.ศ.2475 - ปัจจุบัน) การศึกษามีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากต้องการพัฒนาคนให้เข้าใจระบบการปกครองแบบประชาธิปไตย อีกทั้งเป็นเรื่องของสิทธิของประชาชนในการเข้ารับการศึกษาเพื่อพัฒนาประเทศ การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายปกครอง โครงการศึกษาได้ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นแผนการศึกษาชาติ พ.ศ.2475 ต่อมาในปี พ.ศ.2503 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นแผนการศึกษาแห่งชาติเรื่อยมาอีกหลายฉบับจนปัจจุบัน  ผลจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เกิดพระราชบัญญัติศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 เพื่อมุ่งหวังพัฒนาคนไทยสามารถปรับตัวได้เหมาะสมกับสถานการณ์โลกและสังคมที่เปลี่ยนแปลง  ส่วนการศึกษาในอนาคตไทยมีการวางแผนการศึกษาโดยจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่  ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554)  และปัจจุบันแผนการศึกษาแห่งชาติ  ฉบับปรับปรุง  (พ.ศ.2552-2559) และนโยบายการศึกษาไทยในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ.2552-2561) โดยมุ่งหวังให้คนไทยก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลก  มีมาตรฐานการศึกษาสู่สากล 


บรรณานุกรม

     -กฤษฎา บุณยสมิต. กฎหมายตราสามดวง[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://www.kroobannok. com/  [2554,  กุมภาพันธ์  24]
     -การวิเคราะห์กระแสโลกาภิวัตน์และผลกระทบต่อสังคมไทย[ออนไลน์]  เข้าถึงได้จาก
 http://www.oknation.net/blog/print.php?id=318929 [2554,  มกราคม  12]
    -การศึกษาในสังคมไทย[ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก  http://www.sriprawat.net/17se.pdf [2554,  กุมภาพันธ์  15]
    -การศึกษาไทยในอนาคต. (ออนไลน์) เข้าถึงได้จาก : http://www.google.co.th/ [2554, กุมภาพันธ์  23]
    -ครูแก่.  การศึกษาสมัยการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญ (พ.ศ.2475- ปัจจุบัน) [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=1e3a0a4a0fc82bb2 [2554,  กุมภาพันธ์  24]
    -ดร.สมศักดิ์    คงเที่ยง. หลักและทฤษฎีการบริหารการศึกษา.  กรุงเทพฯ : มิตรภาพการพิมพ์และสติวดิโอ, มปป.
    -เดชา สุพรรณทอง.  การศึกษาไทยในอดีต[ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก  http://www.moe.go.th/main2/his_edu.htm [2554,  กุมภาพันธ์  15]
    -ธเนศ  ขำเกิด.  รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และพ.ศ.2550 ในส่วนที่เป็นแม่บทและเกี่ยวข้องกับกฏหมายการศึกษา[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก 
http://gotoknow.org/ log/tanes/333626 [2554,  กุมภาพันธ์  24]
    -นานาทรรศนะ. ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (2552-2561). หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ (16 มีนาคม 2553)
    -ประไพ  เอกอุ่น.  การศึกษาไทย.  กรุงเทพฯ  :  ภาควิชาพื้นฐานการศึกษา  คณะครุศาสตร์ 
    -สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา,  2542.
    -ประวัติความเป็นมาของการศึกษาไทย[ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก http://www.phawatsat. ob.tc/history13.html [2554,  กุมภาพันธ์  15]
    -ประวัติความเป็นมาของการศึกษาไทย ภาค 2 [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก  http://www.teacher.boards-directory.com/t4-topic [2554,  กุมภาพันธ์       24]
    -ประวัติพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก  http://www.google.co.th/search?hl=th&client=firefox [2554,  กุมภาพันธ์  24]
    -ปราโมทย์ ประสานกุล  และคณะ.  การเปลี่ยนแปลงประชากรไทยกับการศึกษา. เอกสารประกอบการประชุมระดมความคิด เรื่อง “ภาพการศึกษาไทยในอนาคต 10-20 ปี”
 วันที่ 22-23    กุมภาพันธ์ 2550  จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 
    -แผนการศึกษาแห่งชาติตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก  http://www.idis.ru.ac.th/report/index.php?topic=129.0 [2554, กุมภาพันธ์  24]
    -พ.ต.ต.หญิง บุญณิสา ส่งแสง. ทำไมระบบการศึกษาไทยจึงพัฒนาช้า [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก  http://kamolonline.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=539120025&N [2554,  กุมภาพันธ์    16] 
    -พัฒนาการด้านต่างๆสมัยกรุงธนบุรี[ออนไลน์] เข้าถึงได้จาก http://dev-tonburee.
    -Blogspot.com/ [2554,  กุมภาพันธ์ 24]มานัฟ  ดีนนุ้ย.  การปฏิรูปการศึกษาไทย ทำไมล้มเหลว [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก 
    -http://www.facebook.com/topic.php?uid=296508406790&topic=17602  [2554,  กุมภาพันธ์  24]
    -รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2540.  ราชกิจจานุเบกษา.  เล่ม 114  ตอนที่ 55 ก.2540,  ตุลาคม  11,  หน้า 1-99
    -รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก  http://th.wikipedia.org/wiki/  [2554,  กุมภาพันธ์  24]
    -รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พ.ศ.2550.  ราชกิจจานุเบกษา.  เล่ม 124  ตอนที่ 47 ก. 2550,  สิงหาคม  24,  หน้า 1-127
    -วิทย์ วิศทเวทย์.  “ปรัชญาของการปฏิรูปการศึกษาไทย”.  มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์. 2,5(ก.ย.-ธ.ค. 44) 14-18.2544, น.7-12
    -ภาวิดา ธาราศรีสุทธิ และวิบูลย์ โตวณะบุตร. หลักและทฤษฎีการบริหารการศึกษา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง,  2542
วีณา โรจนราธา. กรุงแตก พระเจ้าตากฯ และประวัติศาสตร์ไทย. กรุงเทพฯ : กรุงสยามพริ้นติ้ง กรุ๊พ, 2540
    -สภาพสังคมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://www.kullawat.net/social_culture/index.html     [2554, กุมภาพันธ์ 16]
    -สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ.  แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและ
    -สังคมแห่งชาติ [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก  http://www.nesdb.go.th/Default.aspx?tabid=62 [2554. กุมภาพันธ์  13
    -หนูนา  ครูเทคโน.  ความหมาย  ความสำคัญและประวัติของการศึกษาไทย [ออนไลน์]. 
    -เข้าถึงได้จาก    http://nongna005.multiply.com/journal/item/2.  [2554,  กุมภาพันธ์ 13]

 
Comments