ความสัมพันธ์ระหว่าง กฎหมายกับจารีตประเพณี กฎหมายกับศาสนา และกฎหมายกับศีลธรรม

โพสต์10 พ.ย. 2560 00:15โดยNitikorn phayao2
   
 

     กฏหมาย คือ กฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับกับมนุษย์ในสังคม เพื่อความสงบเรียบร้อย หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามย่อมได้รับโทษ  และในอีกทางหนึ่งกฎหมายก็ยังเป็นสัญญลักษ์ และเป็นเครื่องมือในการแสดงออกซึ่งความยุติธรรมอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตามกฎเกณฑ์ที่ใช้บังคับต่อการกระทำของมุนษย์ไม่ได้มีแค่กฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมีจารีตประเพณี ศึลธรรม และศาสนามาคอยช่วยกำกับการกระทำของมนุษย์ให้เป็นไปอย่างเรียบร้อยและดีงามอีกทางหนึ่งด้วย บทความนี้จึงขอมุ่งประเด็นไปที่ ความเหมือนและความแตกต่างระหว่างกฎหมายกับเครื่องมือทางสังคมอื่นๆดังกล่าวข้างต้นให้คุณผู้อ่านทุกท่านได้ทำความเข้าใจกัน

      เรามาเริ่มกันที่จารีตประเพณีก่อน จารีตประเพณี คือ ระเบียบแบบแผนของความประพฤติที่มนุษย์ประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันมา ซึ่งโดยมากมักจะมุ่งเฉพาะการกระทำภายนอกของมนุษย์เท่านั้น และจารีตประเพณีเช่นว่านี้อาจจะเกิดขึ้นเฉพาะกลุ่ม หรือเฉพาะสังคมก็ย่อมได้ ตัวอย่างเช่น ประเพณีท้องถิ่นตามหมู่บ้านในชนบทต่างๆ หรือ ประเพณีทางการค้าระหว่างพ่อค้าด้วยกัน เป็นต้น
สิ่งที่เหมือนกันระหว่างกฎหมายกับจารีตประเพณีก็คือ เป็นกฎเกณฑ์ซึ่งกำหนดแบบแผนการกระทำภายนอกของมนุษย์ กฎหมายกับจารีตประเพณีไม่สนใจว่าคุณจะมีจิตใจที่ชั่วร้ายเพียงใด กฎหมายและจารีตประเพณีสนใจเพียงแต่ว่า คุณห้ามกระทำในสิ่งที่กฎหมายหรือจารีตประเพณีเห็นว่าไม่ถูกต้องเท่านั้น และหากผู้ใดฝ่าฝืนผู้นั้นก็ย่อมต้องถูกลงโทษ

       อย่างไรก็ตามระหว่างกฎหมายกับจารีตประเพณีก็ยังมีความแตกต่างกันอยู่ในแง่ของความชัดเจนในการกำหนดกฎเกณฑ์ และวิธีการในการลงโทษผู้ฝ่าฝืน ในเรื่องความชัดเจนนั้น เป็นที่แน่นอนว่ากฎหมายย่อมมีความชัดเจนในการกำหนดแบบแผนความประพฤติของบุคคลมากกว่าจารีตประเพณีอย่างแน่นอน เนื่องจากกฎหมายจะมีลักษณะเป็นลายลักษณ์อักษร จึงทำให้ประชาชนสามารถรับรู้ได้ว่าสิ่งใดสามารถทำได้ และสิ่งใดไม่สามารถทำได้ ตรงกันข้ามกับจารีตประเพณีที่มีเพียงแต่การปฏิบัติสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นเท่านั้น ไม่มีการกำหนดจารีตประเพณีไว้เป็นลายลักษณ์อักษรแต่อย่างใด จึงเป็นการยากที่บุคคลนอกท้องถิ่น จะรู้และเข้าใจได้ว่า ชุมชนนั้นมีจารีตประเพณีที่ถือเป็นหลักในการประพฤติปฏิบัติไว้อย่างไรบ้าง

       ในส่วนของการลงโทษนั้นก็มีความแตกต่างกัน คือ กฎหมายจะมีบทลงโทษที่ชัดเจนแน่นอนตามที่กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ ซึ่งส่วนใหญ่บทลงโทษจะเป็นผลร่ายแก่ผู้ฝ่าฝืนในแง่ของเสรีภาพ(ติดคุก) หรือ ทรัพย์สินเท่านั้น(ชดใช้ค่าเสียหาย) จะมีแค่ความผิดในบางกรณีเท่านั้นที่อาจจะถูกประนามหยามเหยียดจากสังคม แต่ในส่วนของจารีตประเพณีนั้นแน่นอนว่าขนาดแบบแผนความประพฤติยังไม่มีเป็นลายลักษณ์อักษร บทลงโทษจากการฝ่าฝืนย่อมไม่มีเป็นลายลักษณ์อักษรเช่นกัน นอกจากนี้บทลงโทษทางจารีตประเพณีส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีผลร้ายในทางเสรีภาพ หรือทางทรัพย์สินเฉกเช่นกฎหมายแต่อย่างใด จะมีก็แต่การถูกประนามหยามเหยียดจากคนในท้องถิ่นด้วยกันเอง และหากเป็นกรณีที่เป็นการฝ่าฝืนอย่างร้ายแรง ผู้ฝ่าฝืนก็อาจถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านหรือชุมชนนั้นได้ เป็นต้น

      ประการต่อมาคือเรื่องของ ศาสนา ศาสนา คือ หลักธรรมคำสั่งสอนของบรรดานักปราชญ์ที่มีความประสงค์ให้บุคคลประพฤติดี ประพฤติชอบ เพื่อความสุขสวัสดิ์ในการดำรงชีวิต ซึ่งไม่ว่าจะเป็นลัทธิหรือศาสนาใดก็จะมีวัตถุประสงค์เพื่อการนี้ทั้งสิ้น จะแตกต่างกันก็ในแง่ของรายละเอียดของ ศาสดา รูปแบบของคำสอน และพิธีกรรมต่างๆ เท่านั้น

       กฎหมายกับศาสนามีความเหมือนกันตรงที่ มีแบบแผนในการกำหนดความประพฤติปฏิบัติที่แน่นอนเป็นลายลักษณ์อักษร ตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นกฎหมาย ก็จะมีประมวลกฎหมายบัญญัติกฎเกณฑ์ต่างๆเอาไว้ ส่วนถ้าเป็นศาสนาก็จะมีคัมภีร์ต่างๆที่เขียนถึงแนวคิด หรือหลักธรรมคำสอนต่างๆ ของศาสดาของแต่ละศาสนาเอาไว้อย่างชัดเจน

       ส่วนข้อที่แตกต่างกันอย่างสำคัญเลยก็คือ บทลงโทษของผู้ฝ่าฝืน ในส่วนของกฎหมายนั้นย่อมได้รับบทลงโทษที่ชัดเจนแน่นอน และทันทีทันใดตามที่กฎหมายกำหนด ในขณะที่ศาสนานั้น ผู้ฝ่าฝืนย่อมไม่ได้รับผลร้ายในทางกายภาพอย่างแน่นอนชัดเจน และทันทีทันใด คงจะมีแต่เพียงความเชื่อที่ว่าผู้ฝ่าฝืนจะได้รับผลร้ายในแง่ของจิตใจหรือจิตวิญาญาณ ที่เราเรียกกันว่า เคราะห์กรรมแต่เพียงเท่านั้น

       เรื่องสุดท้ายที่เราจะพูดถึงกันก็คือ เรื่องของ ศีลธรรม ศีลธรรม คือ ความประพฤติที่ดีที่งามของมนุษย์ทุกๆคน โดยไม่ได้ถูกจำกัดว่า บุคคลผู้นั้นจะมีเชื้อชาติหรือศาสนาอะไร มันเป็นเรื่องของมโนธรรมหรือจิตสำนึกที่ดีที่งาม ที่มนุษย์ทุกๆคนควรจะมี ตัวอย่างเช่น ความยุติธรรม ความถูกต้อง ความชอบธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความเสียสละ ความกตัญญู เป็นต้น

       ในความเห็นของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนเห็นว่ากฎหมายกับศีลธรรมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะกฎหมายเป็นแบบแผน หรือกฎเกณฑ์กำหนดความประพฤติของมุนษย์ ซึ่งเป็นเรื่องของการกระทำภายนอกเท่านั้น ในขณะที่ศีลธรรม เป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องความมีจิตสำนึกในความเป็นมนุษย์ และตัวศีลธรรมนี้เองที่จะเป็นตัวกำหนดการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมภายนอกได้เป็นอย่างดี

       นอกจากนี้ ศีลธรรมยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนตายตัว ว่าจะมีแบบแผนหรือโครงสร้างอย่างไร คงจะมีแต่เพียงความรู้สึกภายในจิตใจเท่านั้นที่จะเอามาเป็นตัววัดในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ซึ่งตรงกันข้ามกับกฎหมายที่มีความชัดเจนแน่นอนอยู่ในตัวเอง ในส่วนของบทลงโทษก็เช่นกัน การละเมิดศีลธรรมย่อมไม่มีบทลงโทษที่เป็นผลร้ายในทางเสรีภาพ หรือในทางทรัพย์สินแต่อย่างใด จะมีก็แต่การถูกประนามหยาบเหยียดจากบุคคลต่างๆในสังคมเท่านั้น

       อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า จารีตประเพณี ศาสนา หรือศีลธรรมจะมีความแตกต่างกับกฎหมายมากน้อยแค่ไหน แต่สิ่งที่เป็นหัวใจสำคัญเลยก็คือ สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นเครื่องมือที่ทำให้มนุษย์ในสังคมประพฤติตน หรือกระทำสิ่งต่างๆ ในทางทีดีที่งาม เพื่อความสุขกายสบายใจของตัวผู้ปฎิบัติเอง และเพื่อความสงบเรียบร้อย และความปลอดภัยของบุคคลต่างๆในสังคมเป็นสำคัญ ... .
Comments